มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

 

          โคลงมีรากเหง้าเค้าต้นจากกลอนลำ (ของหมอลำ) และคำขับ (ของช่างขับ) สองฝั่งโขงยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งมาจากคำคล้องจองของตระกูลไทย-ลาวอีกทอดหนึ่ง

          “กลอน” เป็นคำรวมเรียกร้อยกรองสองฝั่งโขงในตระกูลไทย-ลาว มีรากเหง้าจากคำคล้องจองที่ใช้พูดอยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วภายหลังเรียกแยกอย่างจำแนกเป็น ร่าย, โคลง, กลอน

          โดยมีที่มาต่างกัน ดังนี้ ร่าย มาจาก กลอนร่าย, โคลง มาจาก กลอนลำคำขับ, กลอน  มาจาก กลอนเพลง

 

โคลงยุคแรกสุด

          โคลงดั้งเดิมไม่มีสัมผัส เรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายสรุปว่าเพราะโคลงให้ความสำคัญจังหวะคำและระดับเสียงสูงต่ำมากกว่าอย่างอื่น หลังจากนั้นถึงพัฒนาให้มีสัมผัสบ้างเล็กน้อย ครั้นนานเข้าก็มีสัมผัสมากขึ้น แล้วมีอย่างเต็มที่ในโคลงสี่ของไทย พร้อมกันนั้นก็ให้ความสำคัญ “รูป” ของเสียง ดังเรียกกันทั่วไปว่า “เอกเจ็ด โทสี่”

          ต้นเค้าเก่าสุดของโคลงมีร่องรอยอยู่ในคำพูดประจำวันของประชาชนตระกูลไทย-ลาว กลุ่มลาว, ลื้อ, และอีสาน มีตัวอย่างอยู่ในคำคมหรือภาษิตที่เรียกกันว่า “ผญา” (มีรายละเอียดอีกมากอยู่ในหนังสือโองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524) เช่น

          คันอ้ายคึดฮอดน้อง         ให้เหลียวเบิ่งเดือนดาว

          สายตาเฮา                     สิพาดกันเทิงฟ้า

          ลีลาผญาสั้นๆประเภทนี้ จะมีพัฒนาการสร้างคำเพิ่มหน้า-คำสร้อย-คำแทรกต่างๆ จนค่อยๆก่อรูปเป็นกลอนลำไร้สัมผัสคล้องจอง ดังมีตัวอย่างอยู่ในหนังสือ สินไซย ซึ่งเป็นวรรณคดีโบราณของอีสานและลาวบทหนึ่ง (แบ่งวรรคเรียงตามประเพณีท้องถิ่น) ว่า

          ยามเมื่อท้าว               ทรงชอบเชยเสน่ห์

          บันโดยตาม                   ชอบเชียงเชิงชั้น

          ยามใดฮ้อน                    เพิงไกวกวัดโบก

          วีพัดต้อง                        องค์ให้อยู่เย็น

          ถ้าจัดวรรคใหม่ก็จะเห็นเป็นโคลงดั้นแต่ไร้สัมผัส ดังนี้

          ยามเมื่อท้าวทรงชอบ             เชยเสน่ห์

          บันโดยตามชอบเชียง               เชิงชั้น

          ยามใดฮ้อนเพิงไกว                  กวัดโบก

          วีพัดต้ององค์ให้                      อยู่เย็น

          ร่องรอยนี้มีอยู่ในกลอนลำ (สมัยหลังๆ) เช่น กลอนลำชาย-หญิง เกี้ยวพาราสีในงานลงข่วง

          ด้วยพื้นฐานจากคำพูดประจำวัน แล้วผูกเป็นผญาสั้นๆ จนพัฒนาเป็นกลอนลำไร้สัมผัส กระทั่งมีฉันทลักษณ์เป็นโคลง ยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีก เช่น โคลงท้าวฮุ่งท้าวเจือง ว่า

          จักด่วน           ขึ้นฟ้าเล่า                    ยังรัก

          จักอยู่                ดอมเฝือฝัก                 เพื่อนน้อง

                                  จักดีบ่นัก                    สะเทินห่าง พระเอย

          นานขึ้น              เยียวความข้อง            พรากน้องหลายทาง

          จะเห็นว่าแบบแผนนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโองการแช่งน้ำยุคก่อนอยุธยา เช่น

          นานา              อเนกน้าว        เดิมกัลป์

          จักร่ำ                  จักรพาฬ         เมื่อไหม้

          กล่าวถึง             ตรวันเจ็ด         อันพลุ่ง

                                  น้ำแล้งไข้         ขอดหาย

          กลอนลำร่วมสมัยของหมอลำทุกวันนี้แม้จะปรุงคำเพิ่มเข้ามาให้สอดคล้องกับลีลาทางลำหรือทำนอง แต่ก็ยังรักษาร่อยรอยดั้งเดิมไว้

          ดังนั้น ทำนองลำดั้งเดิมของกลอนประเภทนี้ จึงเทียบได้กับประเพณีหมอลำของกลุ่มชนสองฝั่งโขง ที่มีหมอแคนเป่าแคนคลอเป็นทำนองต่างๆ หากจะมีข้อแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องของสำเนียงแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เหมือนกันทั้งหมดทุกถ้อยคำ

 

โคลงลาว

          โคลง คือกลอนลำคำขับสองฝั่งโขง บริเวณที่มีคนกลุ่มลาวตั้งหลักแหล่งอยู่มากปะปนกับคนกลุ่มอื่นๆ หลายกลุ่ม ทำให้ราชสำนักอยุธยาเรียกร้อยกรองอย่างนี้ว่า “โคลงลาว” มีในหนังสือจินดามณี เช่น

          พระยาลืมงายโคลงลาว, ชำนาญเกลากลอนโคลงลาว, อักษรบังไทโคลงลาว, อินทรเกี้ยวกลอนโคลงลาว, อินทรหลงห้องโคลงลาว, หมายกงรถสามชั้นโคลงลาว, พวนสามชั้นโคลงลาว, ไหมยุ่งพันน้ำโคลงลาว, ฯลฯ

          แม้โคลงในโองการแช่งน้ำก็มีนักปราชญ์บางกลุ่มเรียกอย่างรวมๆว่า โคลงลาว

 

โคลงไทย

          ลุ่มน้ำเจ้าพระยาบริเวณอโยธยา-สุพรรณภูมิ พัฒนาโคลงลาวให้มีระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์เกือบตายตัว ดังเห็นจากโคลงดั้นต่างๆ แล้วสมมุติเรียกกันทั่วไปว่าโคลงไทย โดยให้สอดคล้องกับลักษณะการเมืองการปกครองที่เคร่งครัดและเข้มข้น

          โคลงดั้น หมายถึง โคลงที่ใช้คำกระชับๆ ห้วนๆ สั้นๆ ขึงขังและเข้มข้น

          หลังจากนั้นอีกนานถึงนิยมใช้โคลงสี่ มีบังคับสัมผัสและรูปเสียง “เอกเจ็ด โทสี่”  สืบจนทุกวันนี้

 

กาพย์สารวิลาสินี

          ราวหลัง พ.ศ. 2000 นักปราชญ์ราชสำนักไทย-ลาว แต่ง “กาพยสารวิลาสินี” เป็นภาษาบาลี ขึ้นจากกลอนลำหรือโคลงพื้นเมืองดั้งเดิมสองฝั่งโขงที่ไม่มีสัมผัส    ให้ส่งสัมผัสอย่างมีแบบแผนตั้งแต่น้อยไปหามาก

          แล้วสมมติชื่อเรียกกาพย์ต่างๆกัน 15 ชื่อ ดังนี้ 1. วิชชุมาลี 2. มหาวิชชุมาลี 3. จิตรลดา 4. มหาจิตรลดา 5. สินธุมาลี 6. มหาสินธุมาลี 7. นันททายี 8. มหานันททายี 9. วชิรปันตี 10. มหาวชิรปันตี 11. พรหมคีติ 1.มัณฑุกคติ 13. ตุรงคาวี 14. มหาตุรงคาวี 15. กากคติ (ชุมนุมตำรากลอน ฉบับหอวชิรญาณ คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2504 หน้า 151-173)

          แสดงว่าราชสำนักยอมรับความสำคัญของ “กลอนลำ” แล้วพยายามทำเป็น “กลอนอ่าน” โดยกำหนดแบบแผนขึ้นมาใหม่ให้ต่างจากพื้นเมือง เพื่อแสดงความเหนือกว่าทางชนชั้นและทางวิชาความรู้

          ตรงนี้น่าจะมีเหตุจากความนิยม หรือ “เฟื่อง” ภาษาบาลี เมื่อพุทธศาสนาเถรวาทเฟื่องฟูถึงขีดสุด แล้วยกย่องคำฉันท์บาลีสันสกฤตเป็นคำประพันธ์ชั้นสูงและศักดิ์สิทธิ์ เพราะแต่งบทสวดมนต์ จึงพยายาม “ลาก” แล้ว “จับบวช” กลอนลำหรือโคลงสองฝั่งโขงให้มีระเบียบแบบแผนและสัมผัสแบบฉันท์ แต่ไม่ใช่ฉันท์ เลยเลี่ยงคำเรียกว่า “กาพย”

          กาพย์ (มาจากคำสันสกฤตว่า กาวฺย, กาพฺย แปลว่า คำประพันธ์) หมายถึง คำร้อยกรองแต่งทำนองฉันท์ แต่ไม่นิยมครุลหุเหมือนฉันท์ทั้งหลาย

          ลักษณะคลั่งไคล้ภาษาบาลียุคนี้ยังส่งผลให้เขียนคำว่า ไท เป็น ไทย มี ย สะกดตามอักขรวิธีบาลี

          ด้วยเหตุจากลาก “กลอน” ให้เป็น “กาพย์” ดังนี้เอง ทำให้พูดติดปากในหมู่ผู้รู้ทั่วไปว่า “กาพย์กลอน” หมายถึงร้อยกรองโดยรวม แล้วพยายามครอบงำให้เชื่อว่ากาพย์กลอนร้อยกรองไทยมีที่มาอันศักดิ์สิทธิ์จากกาพย์สารวิลาสินี

          แต่ความจริงกลับตรงข้าม เพราะโคลงกลอนเป็นร้อยกรองดั้งเดิมที่มีก่อนแล้วนานมาก ต่อมานักปราชญ์ราชสำนักแต่งตำรากาพย์สารวิลาสินีขึ้นภายหลังโดยได้แบบจากโคลงกลอนดั้งเดิม(มีรายละเอียดอีกมากในบทความเรื่อง “กาพยสารวิลาสินีและกาพยคันถะ : ตำราฉันทลักษณ์ไทยที่เขียนเป็นภาษาบาลี” โดย ประคอง นิมมานเหมินท์ พิมพ์ในหนังสือกตัญชลี ที่ระลึกในงานเกษียณอายุรองศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ไม่บอกปีที่พิมพ์)

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);