มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555

 

          คำคล้องจองในชีวิตประจำวันของตระกูลไทย-ลาว มีพัฒนาการเป็นร้อยกรองเช่น ร่าย, โคลง, กลอน-ที่ดั้งเดิมเรียกรวมหมดว่ากลอน

          แล้วจำแนกกลอนเป็น 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนเพลง

          กลอนร่าย ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น เลี้ยงผี ฯลฯ เมื่อใช้เซิ้งเรียกกลอนเซิ้ง ถ้าใช้สวดเรียกกลอนสวด เมื่อใช้เทศน์เรียกกลอนเทศน์

          กลอนลำ ใช้ขับลำเป็นทำนองทั่วไปทุกงาน ต่อมานักปราชญ์ในราชสำนักกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือเรียก โคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น

          กลอนเพลง ใช้งานร้องรำทำเพลงทั่วไปไม่จำกัด ต่อมานักปราชญ์ราชบัณฑิตกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือ เรียก กลอนหก, กลอนแปด, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิทาน ฯลฯ โดยเรียกรวมๆว่ากลอน

 

ร้อยกรองเก่าสุด

          ในเอกสารโบราณจะเต็มไปด้วยลีลาคำคล้องจอง เช่น พงศาวดารล้านช้างมีความว่า สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา  เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินเข้า, น้ำท่วมเมืองลุ่มลีดเลียง ท่วมเมืองเพียงละลาย ฯลฯ

          นอกจากนั้นยังมีอยู่ในรายชื่อเครื่องสังเวยผีไท้ผีแถน ว่า ข้าวน้ำซ่ามปลา หมูเห็ดเป็ดไก่ เนื้อเถิกเอิกลาย กล้วยอ้อยส้อยยำ พริกพลูหูหลา เหล้ายาปลาปิ้ง ผักนางอางหญ้า

          จากนั้นค่อยๆเรียบเรียงคำคล้องจองให้มีความต่อเนื่องสลับกัน เช่น ความโทเมืองของผู้ไทดำ (ในภาคเหนือของเวียดนาม) มีความว่า จี่ก่อเปนดินเปนหย้า ก่อเปนฟ้าท่อถวงเหด ก่อเปนดินเจดก้อน ก่อเปนน้ำเก้าแควปากแททาว ฟ้าต่ำเซื่องหม้อขาง ฟ้าบางเอยื่องเปือกถ้วย ตำเข้ายังคุ้งสาก ตากเข้ายังคุ้งเพิน งัวดำไปคุ้งหนอก หมูผอกไปคุ้งดัง…“ความโทเมืองจากเมืองหม้วย”Ž โดย James R. Chamberlain ในหนังสือรวมบทความประวัติศาสตร์Œ 2529)

          ในที่สุดคำคล้องจองเหล่านั้นจะมีพัฒนาการส่งสัมผัสแยกออกไปอย่างน้อย 2 ทาง คือ ส่งสัมผัสร่ายเป็นกลอนร่ายอย่างหนึ่ง และส่งสัมผัสเพลงเป็นกลอนเพลงอีกอย่างหนึ่ง

          ชุมชนยุคแรกๆยังไม่ใหญ่โตกว้างขวางและยังไม่ซับซ้อนนัก เพราะยังมีลักษณะเป็นชนเผ่าเหล่ากอพวกใครพวกมัน การสื่อสารและสังสรรค์จึงอยู่ในวงจำกัด ทำให้ถ้อยคำและท่วงทำนองคำคล้องจองต่างๆถูกจำกัดไปด้วย

          เมื่อชุมชนขยายออกไปสังสรรค์กับชนเผ่าและหมู่เหล่าอื่นๆ อันเป็นเหตุให้ถ้อยคำและท่วงทำนองในการสื่อสารเติบโตขึ้น บรรดาคำคล้องจองที่เคยมีอยู่สั้นๆย่อมขยายยืดยาวออกไปเรื่อยๆด้วย ดังจะเห็นเค้ามูลจากความโทเมืองของกลุ่มผู้ไทดำเป็นคำคล้องจองส่งสัมผัสสองสามวรรค แล้วขาด แล้วเริ่มใหม่อีก แต่ในพงศาวดารล้านช้างที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันจะมีท่วงทำนองส่งสัมผัสและพรรณนายืดยาวมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะลักษณะสังคมแตกต่างกันแล้ว

          แต่ความโทเมืองของผู้ไทดำก็ส่อให้เห็นเค้าการก่อรูปของกลอนที่ส่งสัมผัสร่ายได้เป็นอย่างดี ว่าค่อยๆเชื่อมสัมผัสคำคล้องจองแต่ละวรรคให้ต่อเนื่องยืดยาวออกไปเรื่อยๆ และในยุคแรกๆก็ไม่จำเป็นจะต้องเคร่งครัดทอดสัมผัสไปทุกวรรค เพราะลักษณะเสรีของกลอนในไทย-ลาวยุคแรกๆมิได้กำหนดอะไรลงไปตายตัว

          กลอนร่ายแต่ละท้องถิ่นมีชื่อเรียกต่างกัน ภาคกลางเรียก “ร่าย”Ž ภาคเหนือเรียก “ฮ่ำ” Ž(คือ ร่ำ) ส่วนภาคอีสานเรียก 2 แบบ คือ แบบที่ใช้สวด(หรือสูด)ทำขวัญต่างๆ เรียก “ฮ่าย”Ž เช่น ฮ่ายยาว  และแบบที่ใช้เซิ้งต่างๆ เรียก “กาพย์Ž” เช่น กาพย์เซิ้ง

 

ภาษาร่าย ในสถานการณ์ศักดิ์สิทธิ์

          ทำไมต้องมีกลอนร่ายที่ใช้ภาษาร่ายในสถานการณ์ศักดิ์สิทธิ์?Ž

          เรื่องนี้มีเหตุมาจากลักษณะสังคมชาวนาชาวไร่ที่จำต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นสำคัญที่สุด

          แต่ธรรมชาติคือความไม่แน่นอนอันเป็นต้นเหตุของความวิบัติฉิบหาย ดังนั้น มนุษย์จึงมีสำนึกร่วมกันว่าจะต้องแสดงความอ่อนน้อมต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์หรือความมั่งคั่งและความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา และทุกระยะของการทำมาหากิน

          โดยทั่วไปผู้คนในตระกูลไทย-ลาวเชื่อว่าอำนาจเหนือธรรมชาติ คือผีที่อยู่บนฟ้า จึงมักเรียกกันว่า “ผีฟ้า”Ž หรือ “ผีแถน”Ž ซึ่งมีความหมายเท่ากับเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็น่าจะมีอำนาจไม่น้อยที่จะดลบันดาลสิ่งใดๆได้

          แต่ผี, เทวดา  และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้นไม่ใช่คน

          เมื่อไม่ใช่คน ก็สื่อสารกันด้วยภาษาธรรมดาที่คนพูดและร้องเพลงกันทั่วๆไปไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องสร้างภาษาและท่วงทำนองพิเศษเพื่อใช้สื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ

          เรื่องนี้อาจารยŒนิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ (ปากไก่และใบเรือ อมรินทร์การพิมพ์ 2527) ว่า โดยทั่วไปมักแบ่งภาษาเป็นประเภทร้อยแก้วกับร้อยกรอง หรือภาษาพูดกับภาษาเพลงซึ่งต่างก็มีลักษณะสุดโต่งไปคนละขั้ว

          แต่กึ่งทางของภาษาพูดกับภาษาเพลงคือภาษาร่าย และแม้ว่าร่ายและความเรียงจะก้ำกึ่งกัน แต่ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแก่ผู้ฟัง(หรืออ่าน)

          ภาษาร่ายจึงเหมาะที่จะใช้ในสถานการณ์พิเศษ เช่นกรณีที่จะสื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

          แต่การสื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพิธีกรรมและจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน 2 อย่าง เป็นเหตุให้ทำนองการใช้ภาษาร่ายต้องแตกต่างกันไปด้วย

          คือพิธีกรรมที่สื่อสารด้วยคนคนเดียว ใช้ทำนอง “สวด” ส่วนพิธีกรรมที่สื่อสารด้วยกลุ่มคนหลายคน ใช้ทำนอง “เซิ้ง” (มีอธิบายรายละเอียดอยู่ในหนังสือ ภาษาและวรรณคดีในสยามประเทศไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)

 

ภาษาร่าย ของ “หมอผี”

          สวด คือพิธีกรรมสื่อสารด้วยคนคนเดียว มักจัดให้มีขึ้นเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวและญาติมิตร ได้แก่ พิธีเซ่นสรวงปวงผี พิธีบายศรีสู่ขวัญต่างๆ เช่น สู่ขวัญเรือ สู่ขวัญลาน (นวดข้าว)  สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญเล้า (ยุ้ง) สู่ขวัญนาค สู่ขวัญแต่งงาน สู่ขวัญโกนจุก และ ฯลฯ

          ผู้ทำหน้าที่สวดร่าย เพื่อส่งภาษาและทำนองอันศักดิ์สิทธิ์สื่อสารและสังสรรค์กับปวงผีในสังคมยุคแรกๆ ราว 3,000 ปีมาแล้ว คือ หมอผี (หรือหมอพร หรือหมอขวัญ ในสังคมยุคแรกๆ คนพวกนี้เป็นผู้มีความรู้พิเศษทางพิธีกรรมประจำเผ่าพันธุ์หรือเทียบเท่ากับนักบวชหรือบัณฑิตในสมัยหลังๆ)

          หลังรับศาสนาพราหมณ์กับพุทธจากอินเดีย กระทั่งมีราชสำนักสุวรรณภูมิขึ้นในอุษาคเนย์ บรรดาราชสำนักตระกูลมอญ-เขมร มีภาษาฉันท์และกาพย์บาลีและสันสกฤตใช้สวดในพิธีกรรม

          ขณะเดียวกันประชากรพื้นฐานที่เป็นไพร่ข้าในตระกูลไทย-ลาว มีหมอผีใช้ภาษาร่ายในสถานการณ์พิเศษสืบเนื่องจากประเพณีดั้งเดิม

 

ราชสำนักยกย่องภาษาร่าย

          ต่อมาขุนนางตระกูลไทย-ลาว มีอำนาจรัฐแล้วเป็นใหญ่ในราชสำนัก (แทนตระกูลมอญ-เขมร) ก็ยกย่องภาษาร่าย (ของหมอผี) หรือ “คำราษฎร์” เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์สืบทอดจากประเพณีดั้งเดิมด้วย แล้วให้ชาววัดขัดเกลาแต่งภาษาร่ายเป็น “คำหลวง” สำหรับชาววังใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนัก เช่น โองการแช่งน้ำ, มหาชาติคำหลวง

          จากนั้นราชสำนักได้พัฒนาภาษาร่ายให้มีระเบียบมากขึ้น และใช้ภาษาศักดิ์สิทธิ์จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อติดต่อกับทวยเทพชั้นสูงได้ ซึ่งเท่ากับยกระดับภาษาร่ายให้สูงขึ้นกว่าประเพณีของชาวบ้านด้วย ดังเห็นอยู่ในคำประณามพจน์ทั้งหลายในตอนต้นของวรรณคดีราชสำนัก แล้วถือปฏิบัติสืบเนื่องกันต่อมาจนกลายเป็นร่ายสุภาพที่มีกำหนดกฎเกณฑ์เคร่งครัดมากมาย เช่น กำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค กำหนดวิธีการจบร่ายแบบโคลง เป็นต้น

          กฎเกณฑ์อันค่อนข้างเคร่งครัดที่ราชสำนักสมัยต้นกรุงศรีอยุธยาสร้างขึ้นมากำหนดภาษาร่าย ก็เท่ากับเป็นข้อบังคับให้นักสวดในวัดและในวัง ต้องขัดเกลาทำนองสวดร่ายของหมอผี (หมอพรและหมอขวัญ) ให้มีแบบแผนค่อนข้างแน่นอน และให้มีลีลาประณีตขึ้น เพื่อให้เป็นประเพณีหลวงโดยเฉพาะ (ซึ่งจะแตกต่างจากประเพณีราษฎร์) เช่น การสวดมหาชาติคำหลวง

          แม้เจรจาโขนของราชสำนักอยุธยาสืบจนทุกวันนี้ก็เป็นภาษาร่าย ที่มีรากเหง้าจากตระกูลไทย-ลาว สองฝั่งโขงvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);