มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2555

 

          ภาษาไทยมีพื้นฐาน“พลังลาว”เก่าแก่ที่สำคัญ เรียกคำคล้องจอง ซึ่งสอดแทรกภาษาพูดในชีวิตประจำวัน แล้วจะมีพัฒนาการเป็นร้อยกรองของไทยสืบจนทุกวันนี้

 

ภาษาไทย มี “พลังลาว”

          ภาษาไทยเก่าสุดมีหลักแหล่งราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่บริเวณกวางสี-กวางตุ้ง ทางใต้ของจีน เขตติดต่อเวียดนาม

          แล้วค่อยๆแพร่กระจายไปทางทิศตะวันตก ตามเส้นทางคมนาคมแลกเปลี่ยนค้าขายภายใน ถึงลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน โดยมีบางกลุ่มเลียบชายฝั่งถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาและใกล้เคียง ปะปนกับภาษามอญ, ภาษาเขมร, ภาษามลายู

          ครั้นหลัง พ.ศ. 1600 ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน เพราะสำเภาจีนมีประสิทธิภาพทางการขนส่งและการค้า ทำให้มีคนพูดภาษาไทยเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำโขงและใกล้เคียง ลงไปตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามากขึ้นกว่าเดิม

          คนพูดภาษาไทยเหล่านี้ยังไม่เรียกตัวเองว่าคนไทย แต่เป็นกลุ่มคนที่มี“พลังลาว”ทางสังคมวัฒนธรรมอยู่ในตัวตนครบถ้วน ที่จะถูกเอาออกใช้งานในนามความเป็นไทย เช่น ภาษาไทย สำเนียงลาว ฯลฯ ต่อไปภายหน้า

          “พลังลาว”ทางสังคมวัฒนธรรมที่มีในตัวตนคนพูภาษาไทยมีหลายอย่าง เช่น พิธีกรรม, อาหารการกิน, ภาษา และสำเนียง ฯลฯ

 

คำคล้องจอง

          ภาษาไทยในตระกูลไทย-ลาว มีพื้นฐานเก่าแก่คือ“คำคล้องจอง” ซึ่งเป็นรากเหง้าเค้าต้นของร้อยกรอง ที่เรียกภายหลังอย่างรวมๆว่า“กลอน” (หมายถึงทั้งโคลงและกลอน)

          บริเวณกวางสีที่เป็นแหล่งภาษาไทยเก่าสุด ยังมีคำคล้องจองสืบเนื่องถึงปัจจุบัน ผมเคยรวบรวมหลักฐานไว้ในหนังสือคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ เมื่อ พ.ศ. 2537 หน้า 31-34) จะคัดข้อความสำคัญๆมาดังต่อไปนี้

          ชาวจ้วงก็มีคำคล้องจอง

          แต่ผมไม่ได้ฟังมากับหูตัวเอง เพราะฟังไม่รู้เรื่อง หากได้ความรู้จากบทความของ รศ. หนง เสี่ยกว้าน (พิมพ์ในหนังสือ-“จ้วง : ชนชาติไทในสาธารณรัฐประชาชนจีน”-ภาคที่ 2 : วัฒนธรรม-ปราณี กุลละวณิชย์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยศูนย์ภาษาและวรรณคดีไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2531) ว่ามีสุภาษิตจ้วงที่เป็นคำคล้องจองหลายบท ดังนี้

          ทางอยู่ที่ปาก หมากอยู่ที่ต้น (bak-ปาก สัมผัสกับ mak-หมาก)

          กินข้าวคิดถึงนา กินปลาคิดถึงน้ำ(naz-นา สัมผัสกับ pja-ปลา)

          รักข้าวต้องหมั่นลงนา รักเมียต้องขยันเยี่ยมยาย (naz-นา สัมผัสกับ bah-เมีย)

          คำคล้องจองที่ว่า “กินข้าวคิดถึงนา กินปลาคิดถึงน้ำ”นี้ เมื่อคราวผมไปเมืองแถน(เดียนเบียนฟู) ที่เวียดนาม ก็ได้ยินพวกผู้ไทยพูดกันว่า “กินข้าวอย่าลืมเสื้อนา กินปลาอย่าลืมเสื้อน้ำ” มีความตรงกัน (คำว่า “เสื้อ” ก็คือเชื้อ หมายถึงผี บางทีเรียก  “ผีเชื้อ” ออกเสียงว่า “ผีเสื้อ”)

          จากคำคล้องจองอย่างง่ายๆ ถ้าส่งสัมผัสไปเรื่อยๆก็จะเป็นร่ายเอง

          ดังที่ อ. ประเสริฐ ณ นคร ไปกวางสีแล้วอธิบายว่าจ้วงมีร่ายชนิดวรรคละ 5 คำ แล้วส่งสัมผัสจากคำท้ายของบาท ไปยังคำที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ของวรรคถัดไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่ายของจ้วงก็เหมือนกับร่ายธรรมดาของไทย (งานจารึกและประวัติศาสตร์ของประเสริฐ ณ นคร พิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองอายุ 6 รอบ เมื่อ 21 มีนาคม 2534)

          รศ. หนง เสี่ยกว้าน ให้ตัวอย่างกลอนเพลงของชาวจ้วงไว้บทหนึ่งดังนี้

          น้อง       เป็น     ดอก    นุ่น      งาม

          แดง       แด๊ง     แด๊ง     ต้อง     หน้า

          ต้อง       บน      อยู่       ที่         เมฆ

          พี่           ขี่          ผ่า       ไป       เอา

          อ. สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ ถอดคำกลอนจ้วงบทนี้เป็นคำไทย แล้วถอดต่อไปจนจบกลอนจ้วงนี้ทั้งหมดว่า

          น้องเหมือนดอกนุ่นงาม  แดงอร่ามต้องหน้า(พี่)

          สูงเสมอเมฆและฟ้า               พี่ขี่ผ่าไปเด็ดเอา

          (ผ่า หมายถึง เทพเจ้าแห่งฟ้าผ่า)

          สีรุ้งต้องศีรษะ                       เมฆขาวระแก้มนาง

          น้องเหมือนต้นนุ่นงาม             แดงอร่ามต้องหน้า(พี่)

          หมอกล้างช้ำลมปัด                ฝุ่นไม่จับละออตา

          สูงเทียมเมฆและฟ้า               พี่ขี่ผ่าไปเด็ดเอา

          กลอนเพลงจ้วงที่ยกมาเป็นตัวอย่างมีลักษณะเสรี ถ้ามีตัวอย่างมากๆ ก็จะเห็นเองว่าไม่เคร่งครัดจำนวนคำแต่ละวรรค และไม่กำหนดเสียงสัมผัสใน แต่จะให้ความสำคัญจังหวะขับหรือร้อง คือจะมีกี่คำก็ได้ ขอเพียงให้อยู่ในจังหวะที่ไพเราะรื่นเริงก็แล้วกัน

          ซึ่งคล้ายกับกลอนเพลงยุคแรกๆของไทย เช่น กลอนเพลงร้องเรือในภาคใต้ และกลอนกล่อมเด็กภาคกลาง รวมทั้งบทร้องมโหรีในราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยา

          รศ. หนง  เสี่ยกว้าน ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่ากลอนเพลงพื้นบ้านของชาวจ้วงมีหลายชนิด แต่ที่รู้จักกันทั่วไปก็มีแบบที่เรียกว่าฝืน, ซือ, กลอ, เป เป็นต้น แต่ละชนิดยังแบ่งย่อยได้อีก

          แสดงว่ายังมีฉันทลักษณ์จ้วงอีกหลายแบบ แต่ตัวอย่างมีน้อยเกินไป และตัวผมเองก็ไม่เข้าใจคำในภาษาจ้วงจริงๆ จะศึกษาเองก็ไม่ได้ จึงขอเสนอข้อสังเกตกว้างๆว่าโคลงกลอนของชาวจ้วงน่าจะมีลักษณะเสรี และควรศึกษาเปรียบเทียบกับโคลงกลอนท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งของลาว และล้านนา กับอีสาน รวมทั้งเพลงบอกของภาคใต้ด้วย แล้วจะพบความสัมพันธ์ทางฉันทลักษณ์ชัดเจนมากขึ้น

          ข้อความที่ยกมาทั้งหมด ผมทำไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 อาจมีข้อบกพร่องบ้าง แต่ยังไม่เห็นตอนนี้ เพราะติดตามความก้าวหน้าไม่ทัน และไม่ครบถ้วน

 

ภาษาร่าย

          ตระกูลไทย-ลาวในกวางสีที่สืบทอดภาษาไทยเก่าสุด 3,000 ปีมาแล้ว ยังมีร่องรอยเก่าสุดของ“ร่าย” คือคำคล้องจองเบื้องต้นที่สุดที่เอามาเรียงร้อยต่อเนื่องกัน แล้วเรียกว่า“ภาษาร่าย”ก็ได้

          ภาษาร่ายจะใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนดึกดำบรรพ์ โดย“หมอผี” แล้วตกทอดถึง“หมอขวัญ” กับ“หมอพร”ในสมัยหลังๆ

          จากนั้นพัฒนาแบบแผนส่งสัมผัสเป็น“กลอนหัวเดียว”จนถึง“กลอนเพลง” คือกลอนต่างๆที่รู้จักทุกวันนี้

          สิ่งที่พวกจ้วงในกวางสีสืบทอดไว้นี้ ถือเป็น“พลังลาว”เริ่มแรกก็ได้ เพราะเป็นพวกปลูกข้าวเหนียว แล้วกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักมาแต่ดึกดำบรรพ์(เมื่อรับนับถือผีแบบฮั่น ก็เอาข้าวเหนียวทำขนมเข่ง, บ๊ะจ่าง ไหว้ผีไหว้เจ้าฮั่น)

          กลอนร่ายอย่างนี้แหละที่จะไปเติบโตอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วเป็นฉันทลักษณ์สำคัญของ“หมอผี”ในชุมชนหมู่บ้าน กับ“หมอพราหมณ์”, “หมอพร”ในราชสำนักอยุธยา

ขับจ้วง คือร้องเพลงเรื่องกบ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ (บน) ผู้ชายจ้วงนั่งขับจ้วงกับเกี้ยวแห่กบ (ล่าง) ผู้หญิงจ้วงนั่งขับจ้วงกับกลองทองมโหระทึกของหมู่บ้าน (ภาพเมื่อ พ.ศ. 2537)

if (document.currentScript) {