มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม 2555

 

          ครัวไทยสู่ครัวโลก เพื่อส่งออกอาหาร ได้ยินมานานหลายปีแล้ว คงต้องได้ยินต่อไปอีกเรื่อยๆ เพราะพูดง่าย, ฟังง่าย, เข้าใจง่าย แล้วกินได้, ขายได้, โม้ได้เมาท์ได้

          แต่ถ้ามัวแต่เมาท์ เอาแต่โม้ โดยไม่ลงมือวางรากฐานแน่นหนามั่นคง สักวันข้างหน้าก็จะเป็นอย่าง“ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ” เหมือนกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น

          “มิวเซียมอาหารไทย” เพื่ออธิบายว่าอาหารไทยคืออะไร? มาจากไหน? ทำไม?

          จะเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ ให้สังคมไทยรู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น รู้จักโลก อย่างเคารพตนเอง เคารพคนอื่น ส่งผลให้มีพลังเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด ตามที่เรียกกันทั่วไปว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี (creative economy)

          เราต้องรู้จักอาหารของคนในโลกด้วย ว่าบ้านไหนเมืองไหนมีคนชอบและไม่ชอบอาหารประเภทไหน? จะได้คิดปรุงอาหารอย่างที่เขาชอบไปขาย หรือส่งวัตถุดิบไปขาย มีตัวอย่างขายดิบขายดีนานแล้ว เช่น ที่ไทยส่งน้ำปลา, ปลาแดก, น้ำพริก, ฯลฯ ไปขายให้คน“อพยพ”ในยุโรป, อเมริกา, ออสเตรเลีย

          ขณะเดียวกันต้องรู้จักและเข้าใจอาหารไทยของตัวเองอย่างแท้จริง โดยไม่โมเมโกหกตัวเองแล้วตีขลุมอย่างเจ้าเล่ห์เอาของเขา มาเป็นของเรา เช่น

          แกงน้ำใส มาจากตระกูลจีน, แกงน้ำข้นปกกะทิ มาจากตระกูลแขก, และขนมหลายอย่างมาจากเปอร์เซีย(อิหร่าน) กับโปรตุเกส เป็นต้น

          ข้าว เป็นอาหารหลักของคนพื้นเมืองดั้งเดิมในอุษาคเนย์ พบหลักฐานโบราณคดีในไทยว่าคนยุคแรกกินข้าวราว 5,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย (แต่นักวิชาการตะวันตกบางคนบอกว่าราว 7,500 ปีมาแล้ว)

          ข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวเครียด จึงมีกลิ่นหอมฟุ้งเป็นพิเศษ เพราะต้องปลูกบริเวณบีบคั้น คือ“เค็มแห้งแล้งทราย” หมายถึง ดินมีรสเค็ม อากาศแห้ง ฝนแล้ง ปนทราย จะยิ่งทำให้ข้าวเครียดแล้วบีบคั้นกลิ่นหอมมากกว่าปกติ เหมือนดอกมะลิหน้าแล้ง จะหอมกว่าหน้าฝน

          ทุ่งกุลาร้องไห้ในอีสาน เป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ยุคดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว (เพราะมีโดมเกลือหลายล้านปีมาแล้วอยู่ใต้ดิน) ทำให้ดินเค็ม อากาศแห้ง ฝนแล้ง ดินปนทราย มาแต่ดั้งเดิม จึงเหมาะปลูกข้าวหอมมะลิมีคุณภาพดีเลิศในทุกวันนี้

          เรื่องเล่าเกี่ยวกับข้าวปลาอาหารไทยมีอีกมาก ล้วนเหมาะที่จะเล่าให้โลกรู้จัก เหมือนคนจีนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาหารจีนและตะเกียบ จนคนได้ยินแล้วอร่อยเพิ่มขึ้น ในที่สุดก็“ซื้อ” เป็น“ยา” สร้างรายได้มหาศาลให้จีน

          ครัวไทยสู่ครัวโลก เดินหน้าไปแล้ว แต่ยังไม่มั่นคง แล้วยังไม่สร้างสรรค์ รัฐบาลต้องลงมือวางรากฐานทางความรู้และประสบการณ์ โดยสร้าง“มิวเซียมอาหารไทย”ขึ้นมาให้เป็นทั้งมิวเซียมมีชีวิตและเป็นทั้งร้านอาหารขนาดใหญ่จับต้องได้ แล้วกินได้ ขายได้ เมาท์ได้

          มิวเซียมอย่างนี้ ถ้าทำให้มีเรื่องอื่นๆอีก จะเป็นขุมพลังสร้างสรรค์ให้งานอื่นๆอีกมาก เช่น นิยาย, ภาพยนตร์, ละคร, เพลงดนตรี, ศิลปกรรม, ฯลฯ

          แต่ถ้าทำมิวเซียมลักษณะ“แห่งชาติ” ก็ไม่มีวันผุดเกิดสิ่งสร้างสรรค์ได้ นอกจากผลิตสินค้าเฟคๆ ตามที่เลดี้กาก้าประจานไว้ให้โลกได้ยินแล้ว}