มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2555

 

          ดินแดนชายฝั่งทะเลอันดามันในพม่าตอนใต้ เมื่อดูจากแผนที่จะเห็นเป็นบริเวณแคบๆระหว่างฝั่งทะเลอันดามันกับเทือกเขาตะนาวศรีติดพรมแดนไทย-พม่า แต่เป็นผืนยาวตั้งแต่ตอนบนเสมอเขต จ. ตาก จนถึงตอนล่างเสมอเขต จ. ระนอง

          บริเวณแคบๆแต่ยาวนี้ แต่เดิมเคยเป็นดินแดนของรัฐมอญ จึงมีชนชาติมอญตั้งหลักแหล่งมาก ปนกับชนชาติอื่น เช่น กะเหรี่ยง, ฯลฯ (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือราชาธิราช)

          มีเมืองสำคัญๆคุ้นชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ไทย ตามลำดับจากข้างบนลงข้างล่าง คือ เมืองเมาะตะมะ, เมืองทวาย, เมืองมะริด, เมืองตะนาวศรี

          เมืองเหล่านี้จะต้องถูกยึดครองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเมื่อมีสงคราม“ไทยรบพม่า” เพื่อเกณฑ์กำลังคนกับเสบียงอาหารไปรบ

          เมืองทวาย (คำแท้ว่า ทแว) ที่พม่ากำลังก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม แล้วไทยให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจ-การเมืองขณะนี้ เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของ“ไทยรบพม่า”

          เพราะเป็นเมืองอยู่ใกล้เส้นทางช่องเขามากที่สุดที่จะเข้าถึงอยุธยา, กรุงเทพฯ โดยผ่านทางกาญจนบุรี หรือราชบุรีก็ได้

          “อาจารย์ลม” (พระครูวรธรรมพิทักษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดม่วง ต. บ้านม่วง อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี พ.ศ. 2522-2547) เคยเล่าให้ผมฟังราว 20 ปีมาแล้ว ว่าท่านและประสกสีกาชาวบ้านม่วงซึ่งเป็นเชื้อสายมอญ เดินจากบ้านม่วงไปมาหาสู่เครือญาติที่เมืองมอญทางเมืองทวายเป็นประจำ ผ่านช่องเขาเขตราชบุรีออกไป

          แล้วท่านยังบอกอีกว่ามอญบ้านม่วงกับลุ่มน้ำแม่กลองตั้งแต่ยุคแรกๆต้นอยุธยาก็เข้ามาทางเมืองทวายนี่เอง

          ในวัดม่วงมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดงบประมาณสมทบกับเงินบริจาคของวัดกับชาวบ้านสร้างอาคารจัดแสดงให้ความรู้เรื่องมอญดังเล่ามานี้ (ที่“อาจารย์ลม”ริเริ่มสะสมศิลปวัตถุมอญไว้นานมากแล้ว) ที่ผมมักเรียกง่ายๆให้สะดวกปากและใจว่า “มิวเซียมวัดม่วง”

          คณะอาจารย์กลุ่มหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับชาวบ้านวัดม่วง จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ แล้วเปิดให้เข้าชมครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2536

          10 ปีต่อมา ราว พ.ศ. 2546 มิวเซียมวัดม่วงชำรุดทรุดโทรม เช่น หลังคารั่ว ฯลฯ ม.ศิลปากรไม่ดูแล ทางวัดและชาวบ้านทำจดหมายร้องเรียนปรับทุกข์ขอให้มติชนช่วยทำบุญแก้ไข

          คุณขรรค์ชัย บุนปาน มอบให้ผมประสานงานโดยเชิญครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่กับภาคเอกชนมาทำบุญร่วมกัน แล้วจัดทอดกฐินสามัคคีที่วัดม่วงเมื่อ 19 ตุลาคม 2546 ได้เงินมากกว่า 1 ล้าน มอบให้กรรมการวัดและชาวบ้าน ร่วมกับอาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา ม.ศิลปากร ดำเนินการปรับปรุงจัดแสดงทั้งหมดจนสำเร็จส่วนสำคัญๆที่จำเป็นเมื่อ พ.ศ. 2547 (มีรายละเอียดพิมพ์ในหนังสือนำชมฯ โดยทุนของกระทรวงวัฒนธรรม)

          ส่วนที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนก็มีอาจารย์อาสาสมัครคอยดูแลแก้ไขต่อไปสม่ำเสมอ แต่จะทำกันอย่างไรผมไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะทำบุญประสานงานหาทุนและคณะทำงานด้านต้างๆ เสร็จแล้ว ก็เป็นอันเลิกรากลับบ้านตัวเองอย่างสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะไม่มีภูมิรู้และไม่ได้เรียนวิชาจัดมิวเซียมจากที่ไหนในโลก

          ครูบาอาจารย์หลายสถาบันที่แวะเวียนไปดูมิวเซียมวัดม่วง บ้างก็สอบถามว่าผมเป็นคนจัดแสดงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงหรือ? เพราะเห็นประสานงานคราวก่อน

          ต้องอธิบายทุกครั้งว่าผมไม่ได้จัดแสดงมิวเซียมวัดม่วง เพราะทำมิวเซียมไม่เป็น ทำเป็นแต่หนังสือและเขียนหนังสือเท่านั้น ดังนั้นมิวเซียมวัดม่วงทั้งหมดเป็นงานจัดแสดงของอาจารย์ศิลปากร กับอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งที่ร่วมกันทำบุญ ซึ่งมี 2 ระยะ คือ ระยะแรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 และระยะหลัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ที่ซ่อมแซมการจัดของระยะแรก

          ถ้าผมจะมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างก็ระยะหลังนี่แค่นั้น แต่เกี่ยวในด้านประสานงานหาผู้ใจบุญมาร่วมกันทำบุญแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ทางวัดม่วง แต่ไม่ได้เป็นคนจัดแสดงมิวเซียม และที่เขาจัดไว้ก็ยังไม่เคยไปดูไปเห็นเลยจนบัดนี้

          ว่างเมื่อไรจะไปดู แล้วเลยไปหาช่องเขาออกฝั่งทะเลอันดามันตามเส้นทางราชาธิราชของรัฐมอญโบราณด้วย}