มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2555

 

          อาคารต่างๆที่สร้างล้อมโบสถ์พระแก้ว วังหน้า(เชิงสะพานปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร) ล้วนรกรุงรัง แล้วบดบังและปิดบัง รวมทั้งทำลายซากโบราณสถานบวรราชวัง(วังหน้า)

          แต่ รมต. วัฒนธรรม กลับเห็นว่าไม่บดบัง ดังที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จะคัดจากมติชน (ฉบับวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2555 หน้า 13) มาเป็นพยาน ดังนี้

          นางกุสุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจการซ่อมโรงอาหารของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) ที่ถูกเรียกร้องว่าสร้างบดบังทัศนียภาพวัดบวรสถานสุทธาวาส(วัดพระแก้ววังหน้า) ว่า

          ขณะนี้สภาพโรงอาหารเดิมถูกรื้อ เหลือแต่โครงสร้างและหลังคา และจากการตรวจสอบเบื้องต้นการซ่อมโรงอาหารมองว่าไม่ได้บดบังทัศนียภาพ

          แต่ได้หารือกับนายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดี สบศ. ว่าเพื่อไม่ให้กระทบต่อทัศนียภาพโบราณสถาน จึงมอบหมายให้ สบศ. ปรับเปลี่ยนแบบการซ่อมโรงอาหารให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ โดยตัดทอนบางส่วนให้ดูเหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน หลังจากนั้นเสนอให้คณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์พิจารณาว่าจะอนุญาตให้สร้างโรงอาหารต่อได้หรือไม่

          อย่างไรก็ตาม ได้ให้นโยบายไปว่าการสร้างโรงอาหารดังกล่าวต้องเป็นโรงอาหารชั่วคราว ไม่ใช่ถาวร เพราะ สบศ. มีแผนต้องย้ายไปอยู่ อ. ศาลายา จ. นครปฐม

          ก.วัฒนธรรมควรรักษากฎหมายโบราณสถานอย่างเคร่งครัด แต่กลับทำอย่าง“ศรีธนญชัย” ต่อไปใครจะเชื่อถือ แล้วจะรักษาโบราณสถานอื่นๆทั่วประเทศได้รอดอย่างไร เพราะมีกฎหมาย แต่ละเมิดกฎหมายเสียเองตามอำเภอใจ ดังมีในบทนำ “แม้กฎหมายมีอยู่” ของมติชน(ฉบับวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2555 หน้า 2) จะคัดมาให้รู้ทั่วกันซ้ำอีกต่อไปนี้

          “การสร้างอาคารโรงอาหารของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) บดบังภูมิทัศน์ของวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้านั้น ไม่ควรคิดเริ่มสร้างใหม่มาแต่ต้น เมื่ออาคารเดิมหมดสภาพลง เนื่องจากมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551 ให้ย้าย สบศ. ไปอยู่สถานที่ใหม่ที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จ. นครปฐม ซึ่งบางส่วนได้เริ่มย้ายไปแต่แรกแล้ว แต่ยังมีความพยายามจะยื้อใช้สถานที่เดิมรอบโบสถ์อยู่ เช่น จะสร้างโรงอาหารใหม่ หรือสร้างกิจกรรมโรงละคร เป็นต้น ซึ่งขัดมติรัฐบาลที่เป็นกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งๆมีสถานที่กว้างขวางรองรับอยู่แล้ว

          แต่เดิมวิทยาลัยนาฏศิลปซึ่งตั้งขึ้นแต่ปี 2477 และวิทยาลัยช่างศิลปที่กำเนิดขึ้นในปี 2495 ล้วนใช้สถานที่รอบบริเวณโบสถ์อันเป็นโบราณสถานสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ ดำเนินกิจการต่างๆของสถาบันมาจนปี 2540 ที่คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์มีมติไม่อนุญาตให้ก่อสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป จากนั้นก็มีมติคณะรัฐมนตรีว่าอาคารใดที่อายุเกิน 50 ปีให้ค่อยๆรื้อถอนไป เพื่อเผยทัศนียภาพของโบราณสถาน ซึ่งวิทยาลัยนาฏศิลปก็ทยอยย้ายออก แต่ขณะเดียวกันก็มีการตั้ง สบศ. ขึ้นสอนในระดับปริญญาตรีต่อยอดวิทยาลัยนาฏศิลป และรับรู้ว่าให้ใช้สถานที่เดิมได้ชั่วคราว

          การณ์กลับปรากฏว่า หลังผ่านไป 78 ปี การอนุโลมให้มีการเรียนการสอนเรื่องนาฏศิลปและดนตรีแก่ประชาชน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เพิ่งตั้งกรมศิลปากรได้เพียงปีเดียว ใช้เวลายืดเยื้อมายาวนานทั้งที่มีเป้าหมายการโยกย้ายและกฎหมายระบุชัดเจน โดยเฉพาะกฎหมายโบราณสถาน แต่การปฏิบัติตามกฎหมายและเป้าหมายไม่เกิดขึ้น กลับมีความคิดก่อสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาอีกได้ ชวนให้สงสัยและเข้าใจว่าการละเมิดกฎหมายในสังคมนี้ ทำกันได้ตามอำเภอใจ ทั้งที่ต่างรับรู้และเข้าใจกฎหมายอย่างกระจ่างแต่ต้นว่าจะต้องปฏิบัติตามอย่างไร หากยังแสดงพฤติกรรมขัดขืนได้ชัดเจน

          ครั้งรื้อโรงหนังศาลาเฉลิมไทยที่สร้างมาแต่ปี 2492 เมื่อปี 2532 แม้จะมีเสียงคัดค้านจริงจัง แต่เจตนาการใช้พื้นที่สร้างลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์เพื่อต้อนรับแขกเมือง และแสดงภูมิทัศน์ของโลหะปราสาท วัดราชนัดดา ก็ดำเนินไปสมเจตนา ส่วนการใช้สถานที่โบราณของสถาบันสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม อันเป็นหน่วยงานราชการซึ่งหากตั้งใจละเมิดกฎหมาย ย่อมยากที่ประชาชนจะเข้าใจได้ว่ามาตรฐานกฎหมายบ้านเมืองนี้มีให้ผู้ใดปฏิบัติ ขณะที่ฝ่ายราชการอันควรเคร่งครัดกฎหมายเช่นเดียวกันหรือยิ่งกว่าหน่วยใดในสังคม กลับเพิกเฉย สถาบันการศึกษาจะมีคุณภาพใดสอนเรื่องความซื่อตรง”

          ครูบาอาจารย์ในสถาบันที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทย ต้องร่วมด้วยช่วยกันศึกษา แล้วเผยแพร่กรณี ก.วัฒนธรรมละเมิดกฎหมายแล้วทำลายโบราณสถานวังหน้า ด้วยพฤติกรรม“ผ่อนปรนราชการ เข้มงวดราษฎร”

          อย่างนี้เองที่งานดูแลรักษาโบราณสถานทั่วประเทศถึงล้มเหลว} else {