มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555

 

          “ประเทศไทยเราเสพติดถนน” ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม บอกเล่าไว้ในนิตยสารคิด ของ ทีซีดีซี (ฉบับพฤษภาคม 2555) ที่นานๆจะมีผู้ใจบุญหยิบมาฝากให้ผมอ่าน จึงอ่านต่อไปอีกว่าเพราะถนนเข้าถึงทุกที่ทุกทาง

          “แต่ถนนก็เป็นต้นเหตุของปัญหาด้วย คือทำให้การพัฒนาของเมืองเราสะเปะสะปะ เพราะตัวถนนทำให้เมืองมันกระจายเข้าไปแบบแถบทางยาว จะสร้างบ้าน สร้างโรงงาน สร้างอะไรตรงไหนก็ได้”

          หลังยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไทยมุ่งสร้างถนนจน“เสพติดถนน” แล้วมีรถทำให้เกิดปัญหาต่างๆนำความสูญเสียมากมายตามมาด้วย ทั้งมลพิษ อุบัติเหตุ

          ต่อจากนั้น ดร. ชัชชาติ บอกข้อดีของรถไฟอย่างยืดยาวว่า “การเดินทางเป็นสถานีไม่สามารถลงตรงไหนก็ได้ ทำให้ความเจริญของการพัฒนาเกิดเป็นกลุ่มก้อน การพัฒนาผังเมืองก็จะควบคุมได้ง่าย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆก็เชื่อมโยงกันสะดวก นี่เป็นส่วนของคุณภาพเมือง”

          “ในส่วนคุณภาพชีวิตของคนในต่างจังหวัดที่มีสถานีก็จะมีโอกาสที่เขาจะเดินทาง จะขนส่งสินค้าโอท็อป พืชผลการเกษตรเข้ามาขายในเมืองได้รวดเร็ว ความเจริญก็จะแผ่ขยายออกไปจากหัวโต๊ะที่กรุงเทพฯ ไม่กระจุกตัวอีกต่อไป ทุกอย่างไม่ต้องอยู่กลางเมือง เราจะเห็นที่อยู่อาศัย สำนักงาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพในต่างจังหวัด

          “นี่เป็นอนาคตที่รัฐต้องลงทุนก่อน เพื่อให้ภาคธุรกิจเกิดความมั่นใจ แล้วการพัฒนาต่างๆจะตามมาเอง”

          อาการบ้าคลั่งถนนและรถยนต์ของไทย แล้วปล่อยรถไฟและระบบรางงุ่มง่ามมะงุมมะงาหราไปตามยถากรรม เป็นคำพูดที่คนพูดกันต่อเนื่องตั้งแต่หลังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่น้อยกว่า 40-50 ปีมาแล้ว

          ยิ่งคุณงามความดีมีประโยชน์ของรถไฟ คนไทยได้ยินนักการเมืองพร่ำพรรณนามาแล้วอาจมากกว่า 50 ปี ใครก็ตามที่แรกเข้าไปมีอำนาจหน้าที่ดูแล ก.คมนาคม หรือประธานฯรถไฟต้องพูดอย่างนี้ทุกคนเหมือนท่อง “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต” จนพ้นตำแหน่ง

          แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ แม้แต่หน่อไม้หน่อเดียวก็ไม่มี เพราะจากนั้นพากันลืม แล้วปล่อยให้“ระบบรางถือว่าล้าหลังที่สุดในโลก”เหมือนเดิม ตามคำบอกเล่าของ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร

          พอมีรัฐบาลใหม่ มีคนใหม่เข้ามา ข้อความเก่าก็ดังขึ้นอีกเป็นวัฏจักรตามหลักวัฏสงสารโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้า

          ดร. วีรพงษ์ เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าต้องมีรถไฟความเร็วสูง แต่จะไม่รื้อรถไฟของคนจน

          ผมได้ยินคราวนั้นก็คิดในใจว่าคนจนต้องทนทู่ซี้กับรถไฟไทยต่อไป เคยเป็นยังไงก็ให้เป็นยังงั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ส่วนคนไม่จนไม่ต้องทน เพราะมีของใหม่เป็นรถไฟความเร็วสูงให้นั่งอย่าง สะอาดสะดวกสว่างสวรรค์ นี่แบ่งชนชั้นชัดๆนี่หว่า

          “รถไฟในปัจจุบันอาจมีข้อด้อย” ดร. ชัชชาติ อธิบาย “แต่ว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงขึ้น และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการให้ดีที่สุด ก็จะเป็นเหมือนการช่วยฉุดภาพลักษณ์ และเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่จะดึงรถไฟปกติขึ้นมาด้วย”

          ประเด็นที่กล่าวมานี้ ดร. ชัชชาติ อธิบายโดยอ้างถึงกรณี JR (Japan Railways) ของญี่ปุ่น ในรูปแบบการพัฒนาและพลิกฟื้นภาพลักษณ์ของรถไฟ ตอนที่เขาเริ่มทำในปี 1964

          เดิมเขาใช้ชื่อ JNR หรือ Japan National Rail เป็นรถไฟที่มีปัญหามาก แต่ละปีเกิดอุบัติเหตุคนตายประมาณ 1,000 คน

          แต่ตัวที่พลิกสถานการณ์และนำไปสู่การตัดสินใจสร้างชิงคันเซ็น ก็คือการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกที่โตเกียว พวกเขาสร้างสรรค์ระบบรถไฟใหม่ โดยแยกเป็นระบบรถไฟชิงคันเซ็นโดยเฉพาะ

          พอชิงคันเซ็นเริ่มให้บริการ ภาพลักษณ์ของรถไฟญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดด  แล้วสร้างวัฒนธรรมองค์กรเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นมา โดยใช้ชิงคันเซ็นเป็นตัวนำ ซึ่งช่วยดึงรถไฟระบบเก่าของญี่ปุ่นให้มีประสิทธิภาพขึ้นมาด้วย

          พออ่านถึงตรงนี้ ก็เข้าใจไอเดียรถไฟความเร็วสูง ทั้งของ ดร. วีรพงษ์ และของ ดร. ชัชชาติ ที่วาดหวังว่าจะปรับเปลี่ยนรถไฟไทยให้ก้าวหน้าได้ผลเหมือนรถไฟญี่ปุ่น

          แต่ต้องไม่ลืมความจริงอันเป็นที่รู้ไปทั่วโลก ว่าสังคมญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม“รวมกลุ่มทำงาน” ส่วนสังคมไทยมีวัฒนธรรม “จับกลุ่มนินทา”

          สังหรณ์ว่าแทนที่จะเป็นรถไฟความเร็วสูง ก็กลายเป็นรถไฟความเสี่ยงสูง} else {