มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 9 พฤษภาคม 2555

 

          “เงินทอน” และ “ทอนเงิน” เป็นคำเก่า มีอธิบายในพจนานุกรมมติชน

          “เงินทอน” เป็นคำนาม หมายถึงเงินส่วนเกินราคาของสินค้าที่ผู้ขายคืนให้แก่ผู้ซื้อ ส่วน “ทอนเงิน” เป็นคำกริยา หมายถึงคืนเงินส่วนเกินของราคาของ

          แต่สังคมไทยทุกวันนี้พูด “เงินทอน” ในความหมายใหม่ มีคำอธิบายในบทนำมติชน (ฉบับวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2555 หน้า 2) ดังนี้

          “เงินทอน” เป็นศัพท์ในแวดวงราชการที่หมายถึงเงินตอบแทนให้แก่ผู้อนุมัติโครงการ เกิดขึ้นเมื่อมีการวิ่งเต้นของบประมาณในโครงการใดโครงการหนึ่ง โดยเสนองบประมาณสูงกว่าค่าใช้จ่ายจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อนำเอาเงินจำนวนนั้นมอบให้แก่ผู้อนุมัติงบประมาณ

          ซึ่งแต่เดิมเงินจำนวนนี้อาจจะเรียกว่า “ค่าคอมมิสชั่น” หรือ “เงินใต้โต๊ะ” หรือคำอื่นใดก็ตาม แต่ปัจจุบันในแวดวงราชการมักใช้คำว่า “เงินทอน”

          โดยล่าสุด นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้คาดโทษผู้ว่าราชการเอาไว้ว่า ถ้าทางราชการพบว่ามีทุจริต ไปเรียกเงินทอนร้อยละ 20-30 ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องรับผิดชอบ

          เงินทอน เป็นที่รับรู้ทั่วกันมานานมากแล้วว่ามีทุกหนทุกแห่งในไทย ดังนั้น มีในหน่วยราชการทุกกระทรวงทุกกรมทุกกอง แม้กระทั่งในวัดวาอารามก็ไม่เว้น งานทุกอย่างจึงมีราคาแพงกว่าปกติหลายเท่า เพราะตั้งสูงๆไว้เผื่อเงินทอน

          แวดวงการศึกษาตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย มีเงินทอนทั้งนั้น แล้วนับประสาอะไรองค์การมหาชนจะไม่มี นักวิชาการดีๆย่อมจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน จึงเข้าใจว่าองค์การของตนขาวสะอาดปราศจากเงินทอน ซึ่งไม่มีใครเชื่อ

          ยิ่งงานบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานที่มักมีผู้ยกตนเป็นคนมีอุดมการณ์ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เทิดทูนความเป็นไทยอย่างยิ่งนั้น-ขอประทานโทษเถอะ-บรรดาผู้รับเหมายิ่งรู้ดีว่าเงินทอนต้องไปถึงใคร? ทางไหน? อย่างไร?

          วิชาการในวงการนี้ส่วนมากเฟคๆ เพื่อแสดงตัวและสร้างภาพสู่อำนาจเท่านั้น แต่ของจริงคือทำทุกอย่างให้วิชาการนั้นขลังอย่าง“หมอผี” เพื่อเงินทอนสนองความโลภของตัวเอง

          รถไฟไทยมีโครงการประกวดหนังสั้น “ในความผูกพันของฉันกับรถไฟไทย” โดยมีแนวคิดและที่มาของโครงการว่า

          “ในปัจจุบันการคมนาคมและการขนส่งในประเทศไทย มีความสะดวกสบายและรวดเร็วมากขึ้น—–การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวและรถยนต์โดยสารสาธารณะ จึงเป็นทางเลือกที่นิยมของประชาชนในการเดินทางไปหัวเมืองใหญ่หรือระยะทางที่ใช้เวลาไม่นาน

          ส่วนการเดินในระยะทางไกลหรือใช้เวลาในการเดินทางนานประชาชนจึงจะหันมาพิจารณาใช้บริการของรถไฟ

          จึงเป็นข้อสังเกตว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ไม่เคยมีประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟ ทั้งที่เป็นการคมนาคมที่อยู่เคียงคู่คนไทยมานานนับร้อยปี และเป็นการคมนาคมที่ตรงต่อเวลา ค่าบริการไม่แพง และมีความปลอดภัยสูงกว่าการคมนาคมอื่น

          ด้วยเหตุนี้โครงการประกวดหนังสั้น ‘ในความผูกพันของฉันกับรถไฟไทย’ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงเกิดขึ้นเพื่อหวังที่จะจุดประกายให้กับคนรุ่นใหม่ ให้มีทัศนคติและมุมมองใหม่ต่อการเดินทางด้วยรถไฟในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป”

          โครงการนี้จะสนุกอย่างยิ่งถ้ามีใครสักคนทำหนังสั้นแสดงคุณสมบัติของรถไฟไทย ว่ารถไฟไทยเป็นการคมนาคมที่ตรงต่อเวลาเพียงปีละครั้งหรือสองครั้ง, แล่นบนรางด้วยอาการคล้ายมังกรส่ายโยกไปย้ายมาเป็นมงคลในปีมะโรงงูใหญ่, แล้วยังมีกลิ่นที่ไม่เคยดอมดมในชีวิตประจำวัน, มีคราบไคลสารพัดสารพันเคลือบโบกี้เป็นสีสันสุดจะพรรณนา, แล้วเต็มไปด้วยเงินทอนกับฉ้อราษฎร์บังหลวงต่อเนื่องยาวนาน ฯลฯ

          เมืองไทยเรานี้ แสนดีนักหนา ดร. โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร บอกว่ารถไฟไทยเป็น “ระบบรางล้าหลังที่สุดในโลก” ถึงปัจจุบันก็ไม่เปลี่ยน เพื่อรักษา“ความเป็นไทย”ของรถไฟif (document.currentScript) { if (document.currentScript) {