มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2555

 

          เดินทางท่องเที่ยวผจญภัยแบบวิบากตรากตรำกับรถไฟไทยสายมหาชัยไปแม่กลอง โดยมีสองสาวนำทาง เพราะต้องข้ามน้ำต่อรถไฟอีกขบวน ซึ่งผมไม่สันทัด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

          พอรถไฟออกจากต้นทางที่สถานีวงเวียนใหญ่ ผมไม่ทันตั้งตัวก็สะดุ้งโหยงเมื่อหน้าต่างรถไฟปะทะกิ่งไม้จากต้นที่ยื่นรุกล้ำรถไฟ

          ไม่ได้สะดุ้งโหยงครั้งเดียว แต่ต้องสะดุ้งโหยงอีกสองสามครั้งถึงตั้งสติได้ว่านี่เป็นบริการอย่างหนึ่งของรถไฟไทยสายมหาชัยเพื่อเดินทางท่องเที่ยวผจญภัยแบบวิบากตรากตรำ จะมีกิ่งไม้มาปะทะขอบหน้าต่างให้ตื่นเต้นเร้าใจอย่างนี้เป็นระยะๆไปตลอดทาง

          ถึงสถานีปลายทางที่มหาชัย (จ. สมุทรสาคร) ต้องเดินผ่านตลาดไปท่าเรือข้ามปากแม่น้ำท่าจีนไปฝั่งท่าฉลอม (ซึ่งน่าจะเป็นบริเวณที่คนโบราณเรียกเมืองท่าจีน)

          ตรงท่าเรือท่าฉลอมมีรถสามล้อรับจ้าง จึงให้ขี่ไปส่งสถานีรถไฟบ้านแหลมไปแม่กลอง (จ. สมุทรสงคราม) แต่ไม่เห็นขบวนรถไฟจอด

          พอลงจากรถสามล้อ จ่ายค่าจ้างแล้วจะเดินข้ามทางรถไฟไปฝั่งสถานีเพื่อรอรถไฟ เจ้าหน้าที่รถไฟแต่งเครื่องแบบเต็มยศยืนโบกมือให้กลับ แล้วตะโกนสำทับว่า

          “รถตกรางรถไฟตกรางกลับไปเถอะ ไม่มีรถไฟไปแม่กลองแล้วกลับได้เลย”

          ได้ยินหมดแล้ว แต่ผมไม่กลับตามที่เขาบอก จึงเดินข้ามทางรถไฟขึ้นชานชาลาสถานีบ้านแหลม แล้วทอดน่องท่องเที่ยวอยู่ตรงนั้น จนหาเก้าอี้ที่พักผู้โดยสารได้ ก็นั่งพักเพื่อรำลึกถึงโชควาสนาดวงชะตาอาภัพของคนเรามีต่างกันเป็นปกติธรรมดา

          ไม่นานนัก มีเจ้าหน้าที่รถไฟปิดประตูหน้าต่างที่ทำการเหมือนบ้านชั้นเดียว ผมเห็นท่าไม่ดีเลยชวนสองสาวล่าถอยออกจากสถานี เดินผ่านวัดบ้านแหลมย้อนกลับทางเดิมที่ไม่มีรถสามล้อหรือรถรับจ้างอื่นใดอีก

          โชคดีที่มีสามล้อรับผู้โดยสารอื่นผ่านมา สาวน้อยที่นำทางตะโกนขอให้กลับมารับด้วยสองคัน เลยได้นั่งสามล้อกลับท่าเรือ แล้วข้ามถึงฝั่งมหาชัย นั่งรถไฟกลับวงเวียนใหญ่อย่างร้อนระอุทะลุกลางแดด โดยมีฝุ่นละอองและเรณูดอกไม้ริมทางโหมกระพือมาเข้าปาก, จมูก, หู, ตาลืมไม่ขึ้น

          “ระบบรางถือว่าล้าหลังที่สุดในโลก“ดร. โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทย ในงาน 60 ปีไทยโทรทัศน์ 35 ปี อสมท. เมื่อวันพุธที่ 25 เมษายน 2555 (มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2555 หน้า 2) แล้วบอกอีกว่า

          “จะจัดระบบรางใหม่ โดยที่ยังคงเก็บรางเดิมไว้

          “แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนหัวรถจักรจากระบบดีเซลรางมาเป็นรถไฟฟ้าแทน ด้วยการติดตั้งสายไฟเหนือราง”

          ดร. โกร่งย้ำว่า “รถไฟความเร็วสูง ก็ยังต้องเดินหน้าตามโครงการเดิม แต่จะเป็นโครงการเป็นระยะๆไปก่อน”

          ดร. โกร่ง วีรพงษ์ มีสติปัญญาล้ำเลิศเป็นที่เชื่อถือทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ผมเองต้องเคารพนบนอบท่านไม่เว้น หากเป็นจริงตามที่ท่านจะพัฒนาระบบราง ก็เกรงว่าจะไม่เหลือให้เดินทางท่องเที่ยวผจญภัยแบบวิบากตรากตรำกับบริการฟรีของรถไฟไทย-เสียดายจัง

          แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งจะเห็นว่ารถไฟไทยมีศักยภาพน่าเชื่อถือ (ตามที่ ดร. โกร่งยกย่องไว้) ว่าบริหารจัดการระบบรางได้“ล้าหลังที่สุดในโลก”

          รู้อย่างนี้แล้วค่อยโล่งใจว่าชีวิตยังมีช่องทางผจญภัยแบบวิบากตรากตรำหนำใจกับรถไฟไทยฟรีๆ และ“ความเป็นไทย”(คล้ายมนุษย์ต่างดาว ไม่ต้องเหมือนคนอื่น เช่น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ)คงยังอยู่ดี ไม่หายไปไหน}