Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2555

 

          รายงานข่าวในมติชนโดยสรุปเรื่องโกดังข้างหอไตร ว่าพระสงฆ์ผู้มีอำนาจในวัดทำหนังสือขออนุญาตบูรณะวิหารที่ชำรุดทรุดโทรม

          กรมศิลปากรอนุญาตให้บูรณะวิหารได้ตามที่ขอ

          ก่อนจะลงมือบูรณะก็ต้องขนย้ายสิ่งของในวิหารที่มีมากออกไปเก็บที่อื่นชั่วคราว เจ้าประคุณวัดจ้างช่างก่อสร้างอาคารชั่วคราวคล้ายโกดังชิดหลังหอไตรที่มีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังทรงคุณค่ามหาศาลที่อยู่ติดกันนั้น

          ต่อมามีผู้เห็นว่าทางวัดสร้างโกดังชิดหอไตร ฉวยประมาทพลาดพลั้งมีเหตุเภทภัยไฟเพลิงลุกไหม้ขึ้นมา ก็จะพาลเผาหอไตรไปด้วย จึงพากันร้องเรียนให้มติชนช่วยเผยแพร่ข่าวให้สาธารณชนช่วยป้องกันก่อนจะเสียหายใหญ่หลวง

          เจ้าประคุณวัดอ้างว่าเรื่องนี้ขออนุญาตถูกต้อง ทางกรมศิลปากรอนุญาตแล้ว

          อธิบดีกรมศิลปากร แถลงว่าอนุญาตเฉพาะบูรณะวิหารเท่านั้น ส่วนโกดังหลังหอไตรไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน เจ้าประคุณไม่ได้บอกก่อน ฉะนั้นต้องแก้ไข เพราะอันตราย

          เจ้าประคุณวัดจำต้องยอมรื้อโกดังหลังหอไตรออกไปทั้งหมด

          สาธุ

          พฤติกรรม“ลักไก่”อย่างนี้มีอยู่ทั่วประเทศนานแล้ว เป็นที่รู้ในหมู่โบราณคดี แม้ไม่ทุกวัด แต่ก็ไม่น้อย โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆของ“พระมีเส้น” มักรื้อทำลายโบราณศิลปสถานในวัดอย่างหาญกล้าท้าทายก็มี ถึงขนาดเป็นคดีความขึ้นศาลก็ไม่น้อย

          เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ทำหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ ต้องหวานอมขมกลืน เพราะเป็นที่รู้แต่โบราณกาลนานมาแล้วว่า “ความคดีจะมีกับใครก็มีไปเถอะ อย่ามีคดีความกับพระ” เพราะ…

          แต่จะไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเจ้ากูส่วนมากจ้องทำลายโบราณสถานเกือบทั้งนั้น เพื่อเอาที่ดินไปทำประโยชน์อย่างอื่นที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น ให้พ่อค้าเช่าทำตึกแถวขายและธุรกิจอื่นๆเพื่อค้ากำไรเกินควร

          เรื่องอย่างนี้ไม่น่าเกิดขึ้นในวัดวาอาราม แต่กลับตาลปัตรเกิดในวัดมากที่สุด ซึ่งน่าเห็นใจนักโบราณคดีและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

          ไม่ได้เกิดแต่ในวัด เพราะในสถาบันการศึกษาก็มีด้วย ที่ไม่น่าเชื่อก็คือสถาบันนี้เคยอยู่ในสังกัดกรมศิลปากรมาก่อน

          เรื่องมีว่าอาจารย์ผู้บริหารสถาบัน(คนก่อน)สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งอยู่บริเวณโบราณสถานสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ คือ โบสถ์พระแก้ววังหน้า เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฝั่งกรุงเทพฯ

          ต่อมารัฐบาลก่อนๆให้ย้ายไปอยู่ศาลายา พุทธมณฑล (นครปฐม) กว้างขวางกว่าที่เดิม และเพื่ออนุรักษ์สภาพโบราณสถานวังหน้า

          เมื่อย้ายไปแล้วยังไม่ยอมคืนพื้นที่เดิมให้เป็นโบราณสถานวังหน้า แถมพัฒนาไม่เกรงใครให้มีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆบริเวณลานหน้าโบสถ์พระแก้ววังหน้า เช่น ลงทุนปรับปรุงอาคารเป็นโรงละคร, ลงทุนปรับปรุงโรงอาหารติดแอร์ ฯลฯ

          เพราะเป็นหน่วยราชการด้วยกันอย่างนี้แหละ กรมศิลปากรเลยไม่ฟ้อง เมื่อไม่ฟ้องก็ยิ่งได้ใจไม่เกรงฟ้าดินอินทร์พรหมยมนา

          เรื่องอย่างนี้ไม่ดี และไม่น่าเกิดขึ้นเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีๆ

          ดังนั้นอาจารย์ผู้บริหารสถาบันสำคัญ(คนใหม่) ซึ่งเคยเป็นอธิบดีกรมศิลปากรมาก่อน คงรู้ดีว่าอะไรถูกผิด และควรไม่ควร

          แล้วรีบคืนพื้นที่เพื่อเปิดฟ้าเห็นโบสถ์พระแก้ววังหน้า เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าให้ปรากฏงดงาม เป็น“ศรี”แห่งสยามประเทศไทย} else {document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);