มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2555

 

          วรรณคดีภาษาไทยสำนวนเก่าสุดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เท่าที่พบต้นฉบับตัวเขียนบนสมุดข่อย(หรือสมุดไทย) มี 2 เรื่อง คือ กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ(ตอนท้าย) กับโองการแช่งน้ำ ร้อยกรองเก่าสุดของไทย ฉันทลักษณ์จากสองฝั่งโขง

 

โองการแช่งน้ำ

          โองการแช่งน้ำ มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น โองการแช่งน้ำพระพิพัฒน์สัตยา, ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า, โคลงแช่งน้ำ

          แต่จิตร ภูมิศักดิ์ เห็นว่าชื่อที่ถูกต้องตามเจตจำนงเดิมของราชสำนักอยุธยา คือโองการแช่งน้ำพระพัทธ์ คำว่า พัทธ หรือ พระพัทธ ในภาษาเขมรโบราณ หมายถึง สาบาน, คำสาบาน (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือโองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524)

          ชื่ออันเป็นที่รับรู้ตรงกันทั่วไป คือ โองการแช่งน้ำ หมายถึง คำศักดิ์สิทธิ์สาปแช่งน้ำสาบานที่จะดื่ม(ในพิธีทำสัตย์สาบาน)เท่านั้น โดยไม่มีคำว่า “ลิลิต” เพิ่มเข้ามาข้างหน้า เพราะคำนี้นักวิชาการสมัยหลังตั้งชื่อเรียกกันเองว่าลิลิตโองการแช่งน้ำ

          โองการ เป็นคำภาษาบาลี มาจากภาษาสันสกฤตว่าโอมการ หมายถึงอักษร โอม (คือคำย่อ อะ อุ มะ ที่ใช้กล่าวนำในการสวดสาธยายมนตร์ของพวกพราหมณ์)

          แต่ที่ใช้ในภาษาไทย หมายถึงคำอันศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระราชโองการ หรือพระบรมราชโองการ หมายถึงคำสั่งของกษัตริย์

          แช่น้ำ หมายถึงการสาปแช่งน้ำสาบานที่จะดื่ม

          ต้นฉบับโองการแช่งน้ำ เขียนด้วยลายมือบนสมุดข่อย มีผู้สำรวจรวบรวมได้ราว 30 เล่ม รักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติและโบสถ์พราหมณ์(เสาชิงช้า) กรุงเทพฯ

          ทุกฉบับเป็นภาษาไทย และส่วนมากเป็นอักษไทย แต่บางฉบับเป็นอักษรคฤนถ์(อินเดียใต้)คล้ายอักษรมะละยาฬัม มีใจความสำคัญคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะคัดลอกกันต่อๆมาจากฉบับเดิม แต่บางฉบับมีแตกต่างบ้างเป็นปรกติ

 

เนื้อหามี 6 ตอน

          เนื้อความในโองการแช่งน้ำ แบ่งได้ 6 ตอน คือ เริ่มเรื่อง, เล่าเรื่อง, เชิญ, แช่ง, อวยพร, และถวายพระพร

          เริ่มเรื่อง แต่งเป็นร่ายสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าทั้งสามทีละองค์คือ พระวิษณุ(นารายณ์) พระศิวะ(อิศวร) และพระพรหม

          เล่าเรื่อง แต่งเป็นโคลง แสดงฐานะของกษัตริย์ โดยเลือกผู้มียศศักดิ์วิเศษขึ้นตั้งไว้ในฐานะราชา เรียกว่าพระเจ้า “สมมติราช” (คือเป็นราชาโดยฝูงชนแต่งตั้งขึ้น) และจึงได้เป็น“ท้าว” เป็นเจ้าแผ่นดิน สืบเชื้อสายวงศ์วานกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้

          เชิญ แต่งเป็นโคลง เริ่มตั้งพิธีด้วยการเชิญผีกับเชิญภูมิเทวดาอารักษ์ทั้งหลายมาร่วมเป็นพยาน

          แช่ง แต่งเป็นร่าย แช่งคนคิดคดทรยศ

          อวยพร แต่งเป็นร่ายและโคลงสลับกัน อวยพรคนซื่อตรงจงรักภักดี

          ายพรพร แต่งเป็นร่ายถวายพระพรพระมหากษัตริย์ คือ มเด็จพระมาธิบดี ศรีสิทธรบรมมหาจักรพรรดิศรราช” เป็นเสร็จพิธี

 

ฉันทลักษณ์จากสองฝั่งโขง

          ต้นฉบับโองการแช่งน้ำ เขียนอักษรลงบนสมุดข่อยที่พับเป็นเล่มขนาดยาว การเขียนอักษรจึงเรียงเป็นวรรคๆตามยาวจากซ้ายไปขวา ไม่ได้จัดเป็นรูปโคลงกลอนอย่างปัจจุบัน

          รวมทั้งมีการคัดลอกสืบเนื่องกันมายาวนานมากเกือบพันปี ทำให้วิปลาสคลาดเคลื่อนทั่วไป เป็นเหตุให้มีข้อพิศวงสงสัยทั้งรูปคำและรูปฉันทลักษณ์

          โองการแช่งน้ำ แต่งเป็นร่ายกับโคลง สลับกันตามเนื้อความของโองการ

          ร่าย เป็นกลอนแบบหนึ่ง มีเค้าต้นจากคำคล้องจองของผู้คนชนเผ่าเหล่ากอตระกูลไทย-ลาว ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ก่อนรับศาสนาจากชมพูทวีป เรียกกลอนร่ายหรือภาษาร่าย ถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของหมอผีหรือหมอขวัญ

          โคลง ก็เป็นกลอนอีกแบบหนึ่ง เรียกกลอนลำ คำกลอนประเภทนี้อาศัยจังหวะถ้อยคำและระดับเสียงสูงเสียงต่ำเป็นหลักล้วนๆ โดยไม่ยึดถือสัมผัสคล้องจองอย่างกลอนเพลงของภาคกลาง

          ดังมีร่องรอยอยู่ในคำพูดประจำวันของประชาชนตระกูลไทย-ลาวกลุ่มอีสาน ลื้อ และลาว มีตัวอย่างอยู่ในคำคมหรือภาษิตที่เรียกกันว่า “ผญา”  นานเข้าก็พัฒนาเป็นกลอนลำไร้สัมผัส กระทั่งมีฉันทลักษณ์เป็นโคลง ดังมีตัวอย่างอื่นๆอีก เช่น หนังสือวรรณคดีโบราณของอีสานและลาวเรื่องท้าวฮุ่งฯ

          นักค้นคว้าสมัยหลังๆพากันเรียกฉันทลักษณ์ประเภทนี้ด้วยภาษาชั้นสูงว่า โคลงมณฑกคติ เพราะเข้าใจไปว่าได้รับแบบแผนมาแต่อินเดีย

          แต่แท้จริงเป็นกาพย์กลอนสองฝั่งโขง หรือเรียกภาษาปากว่าโคลงลาหรือโคลงห้า ที่เป็นต้นพัฒนาการของโคลงดั้นและโคลงสี่ (สุภาพ)ในปัจจุบัน แม้ท้วฮุ่งฯที่ได้รับยกย่องให้เป็นมหากาพย์ของภูมิภาค ก็แต่งด้วยฉันทลักษณ์โคลงห้าหรือโคลงลาวทั้งหมดเกือบ 5,000 บท

          ภาษาในโองการแช่งน้ำเต็มไปด้วยศัพท์พื้นเมือง มีคำบาลี-สันสกฤตและเขมรอยู่น้อย ถ้อยคำและสำนวนโวหารเป็นอย่างเดียวกับภาษาประจำวันของชาวบ้านสองฝั่งโขง ถ้าอ่านเปรียบเทียบจะพบว่าใกล้เคียง และสอดคล้องกับสำนวนภาษาในพงศาวดารล้านช้าง รวมทั้งจารึกต่างๆบางหลัก

          การที่ราชสำนักมีพิธีกรรมสำคัญอันเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร โดยใช้โองการแช่งน้ำเป็นหลักในการสาธยาย หรือสาปแช่งผู้คิดคดทรยศ ย่อมเป็นพยานยืนยันว่าในราชสำนักมีความเป็นมาใกล้ชิดอย่างยิ่งจนเกือบเป็นเนื้อเดียวกันกับสังคมและวัฒนธรรมบริเวณสองฝั่งโขงที่มีรัฐสมัยต่อมาเรียกว่าล้านช้างกับเวียงจัน

 

ใครแต่งโองการแช่งน้ำ? แต่งเมื่อไร?

          ไม่พบหลักฐานว่าโองการแช่งน้ำแต่งเมื่อไร? จึงหาหลักฐานไม่ได้ว่าใครแต่ง? แต่สำนวน ภาษา ตลอดถึงระบบความเชื่อที่มีอยู่ในเนื้อความ ล้วนเป็นพยานว่าเป็นวรรณคดีเก่าแก่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา

          ที่กล่าวกันทั่วไปว่าเป็นวรรณคดียุคสมเด็จพระรามาธิบดีหรือพระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 1893 เป็นเพียงสันนิษฐานจากพระนาม “สมเด็จพระรามาธิบดี” ที่มีแทรกอยู่ในร่ายของโองการแช่งน้ำ

          แต่นั่นไม่ใช่หลักฐานว่าเพิ่งแต่งขึ้นใช้ในพิธีถือน้ำฯในยุคนั้น และไม่ได้หมายความว่าสมเด็จพระรามาธิบดีทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง เป็นแต่ยืนยันมั่นคงว่าโองการแช่งน้ำความนี้มีใช้แล้วในยุคสมเด็จพระรามาธิบดี และเพราะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมสำคัญอย่างยิ่งของราชสำนัก จึงยึดถือเป็นแบบแผนสืบมาโดยไม่แตะต้องแก้ไข

          พิธีถือน้ำ(สาบาน) หรือดื่มน้ำพระพัทธ์ เป็นพิธีกรรมสำคัญและยิ่งใหญ่มีอยู่ก่อนแล้วในบ้านเมืองโบราณของอุษาคเนย์ แต่เฉพาะบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ มีหลักฐานแน่นขนัดอยู่ที่รูปสลักบนระเบียงประวัติศาสตร์ของปราสาทนครวัด ที่มีรูปเสียมกุก หรือสยามก๊ก ที่หมายถึงขบวนแห่ของชาวสยามอยู่ด้วย

          รูปสลักชุดนี้เป็นเรื่องพิธีกรรมศักดิ์สิทธ์ยอยกกษัตริย์สุริยวรมันแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นพระวิษณุ(พระนารายณ์) อาจเรียกว่าวิธีวิษณวาภิเษกก็ได้ ในตอนท้ายของพิธีนี้คือถือน้ำพระพัทธ์ ที่ต้องมีพราหมณ์อ่านโองการศักดิ์สิทธิ์

          โองการศักดิ์สิทธิ์นี่แหละ คือสิ่งที่รัฐละโว้-อโยธยารับแบบแผนจากเมืองพระนครมาแต่งขึ้นใช้ในพิธีกรรมของตนบ้าง แล้วเรียกต่อมาว่าโองการแช่งน้ำ (ผมเคยอธิบายอย่างละเอียดไว้แล้วในหนังสือเสียมกุก ขบวนแห่ของชาวสยาม “เครือญาติ” เขมรที่นครวัด เป็นใคร? มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2552)

 

สมุดข่อยโองการแช่งน้ำฉบับต่างๆที่เหลือตกทอดสืบมาถึงปัจจุบัน (เก็บรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติ)

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);