มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2555

 

          วรรณคดีไทย เป็นผลผลิตที่ได้จากภาษาไทย, อักษรไทย, คนไทย

          ภาษาไทย ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1600 เป็นต้นมา ได้รับการยอมรับเป็น “ภาษากลาง” จากบรรดาผู้คนชนเผ่าตระกูลต่างๆหลากหลายเพื่อใช้สื่อสารทางการค้าภายในของภูมิภาค หลังจากนั้นถึงมี “อักษรไทย” กับมีคนกลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองด้วยชื่อสมมุติว่า “คนไทย”

 

ภาษาไทย 3,000 ปีมาแล้ว

          ภาษาไทย อยู่ในตระกูลไทย-ลาว (หรือ จ้วง-ต้ง) มีหลักแหล่งดั้งเดิมราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่บริเวณมณฑลกวางสี-กวางตุ้ง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน

          แต่คนพูดภาษาไทยพวกนี้เรียกตัวเองด้วยชื่อต่างๆมากมายหลายชื่อโดยไม่ได้เรียกตัวเองว่า“คนไทย”

          หลังจากนั้นภาษาไทยแพร่กระจายไปทางทิศตะวันตก ตามเส้นทางการแลกเปลี่ยนค้าขายโบราณสองสาย คือ ทางบกและทางทะเล โดยเห็นจากวัฒนธรรมสัมฤทธิ์และพิธีฝังศพที่แพร่กระจายจากกวางสี-กวางตุ้ง เข้ามาทางลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          ทางบก เข้าสู่ลุ่มน้ำโขงและสาละวิน ผ่านเวียดนาม, ลาว, พม่า, ไทย

          ทางทะเล เลียบชายฝั่งเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและดินแดนคาบสมุทร ผ่านปากน้ำโขงที่เวียดนาม, กัมพูชา

          ภาษาไทยเก่าสุดควรมีสำเนียงพูดอย่างเดียวกับสำเนียงปักษ์ใต้ของไทยทุกวันนี้ เพราะปัจจุบันชาวจ้วงในกวางสีพูดภาษาจ้วงใกล้เคียงสำเนียงปักษ์ใต้

 

ภาษาไทย ในกลุ่มมอญ-เขมร

          แต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีคนพื้นเมืองดั้งเดิมเป็นตระกูลภาษามอญ-เขมรอยู่ก่อนตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ 3,000 ปีมาแล้ว

          เมื่อคนพูดภาษาไทยเคลื่อนย้ายไปๆมาๆถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงเป็นคนส่วนหนึ่งที่อยู่ร่วมกับพวกพูดภาษามอญและภาษาเขมร ขณะเดียวกันก็มีคนพูดภาษาตระกูลชวา-มลายูปะปนด้วย

          เหตุนี้เองเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1000 จึงมีคนพูดภาษาไทย (แต่ยังไม่เรียกตัวเองว่า “คนไทย”) เป็นประชากรอยู่ในรัฐทวารวดี  ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา  “ชาวทวารวดี จึงเป็นชนชาติผสม ประกอบด้วยมอญ-ไต-สาม-สยาม เป็นหลัก นอกเหนือจากชาวต่างประเทศอื่นๆ อาทิ จีน อินเดีย” (หนังสือ (ศรี) ทวารวดี  ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ โดย ธิดา สาระยา ฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2538 หน้า 180-183)

 

ภาษากลาง ทางการค้าภายใน

          ครั้นหลัง พ.ศ. 1600 ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน (ก่อนหน้านั้นภาษามลายูเป็นภาษากลางในการค้าทางทะเลและข้ามคาบสมุทรมานานแล้ว)

          แล้วมีคนตระกูลไทย-ลาวทยอยเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยามากขึ้นเรื่อยๆตามเส้นทางการค้าภายใน อันมีเหตุจากจีนซึ่ง อ. นิธิ  เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติ (สุจิตต์  วงษ์เทศ  บรรณาธิการ  พิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. 2551) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

          เรือเดินสมุทรชนิดใหม่คือสำเภาจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในการค้าทางทะเลมากขึ้น คุณลักษณะของสำเภาจีนคือมีระวางบรรทุกสูง และโดยเปรียบเทียบแล้วแข็งแรงกว่าสำเภาชนิดอื่นที่ใช้กันในทะเลจีนและมหาสมุทรอินเดียในช่วงนั้น

          ผลก็คือทำให้สินค้าที่กินระวางบรรทุกสูงสามารถส่งไปยังแดนไกลได้มากขึ้น แล้วเข้ามามีสัดส่วนในการค้าทางทะเลเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

          ในดินแดนที่เป็นประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตของป่าที่สำคัญแห่งหนึ่งมาก่อนแล้ว ก็สามารถป้อนของป่าแก่การค้าทางทะเลได้หลากหลายชนิดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่กินระวางบรรทุก เช่น ไม้ฝาง, หนังสัตว์, อาหาร, ผลเร่ว ฯลฯ เป็นต้น

          ฉะนั้นการค้าทางบก (ที่อาศัยเส้นทางน้ำร่วมด้วย) น่าจะขยายตัวขึ้นพร้อมกันกับความแพร่หลายของสำเภาจีน

          เป็นผลให้ชุมชนซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าภายใน เช่น  เชียงใหม่, แพร่, น่าน, สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย, พิษณุโลก, กำแพงเพชร, นครพนม, โคราช ฯลฯ ตั้งตัวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าภายใน  มีประชากรเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งภูมิลำเนามากขึ้น และประสบความรุ่งเรืองมั่งคั่งในระดับหนึ่ง

          ในขณะเดียวกัน ก็เป็นแรงผลักดันให้รัฐที่สามารถติดต่อค้าขายทางทะเลได้โดยตรง ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งหรือใกล้ชายฝั่ง ขยายอำนาจไปดูดซับสินค้าของป่าเหล่านี้

          รัฐที่มีภูมิประเทศเอื้อต่อการมีฐานการเกษตรที่เข้มแข็ง ย่อมสามารถรวบรวมประชากรได้มากกว่า ในที่สุดก็ขยายอำนาจออกไปควบคุมศูนย์การค้าภายในที่อยู่ตอนบนได้ ขณะเดียวกันก็ขยายอำนาจไปควบคุมเมืองท่าในคาบสมุทรมลายูเพื่อป้องกันการแข่งขัน แล้วผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าทางทะเลของตน  

          ภาษาไทยเริ่มแพร่หลายมากขึ้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาอันเป็นผลจากการค้าภายในที่คนในตระกูลไทย-ลาวมีหลักแหล่งอยู่ภายในหุบเขา ต้องพึ่งพาการค้าทางไกลเพื่อดำรงชีพอย่างเพียงพอซึ่งดีกว่าผลิตอาหารเองที่ไม่เพียงพอ จึงมีบทบาทมากในการค้าภายในที่เฟื่องฟูเพิ่มขึ้นนั้น แล้วทำให้ภาษาไทยกลายเป็นภาษากลาง อย่างน้อยก็ในการค้าภายใน

          คนพูดภาษาอื่นซึ่งมีหลากหลายบนเส้นทางการค้าภายใน ก็ต้องพูดภาษาไทยเพื่อประโยชน์ทางการค้าของป่าและอื่นๆของพวกตน

          ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำอธิบายของนักภาษาศาสตร์ทั่วโลกว่าภาษาแพร่กระจายไปไกลๆได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกลไกของประวัติศาสตร์ เช่น การแลกเปลี่ยนค้าขาย ฯลฯ โดยไม่ต้องอพยพโยกย้ายผู้คนอย่างทารุณโหดร้าย

          อ.นิธิอธิบายอีกว่าผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาสำนักลังกาตัดสินใจใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางสำหรับการเผยแผ่ อย่างน้อยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่าง จึงยิ่งทำให้ภาษาไทยกลายเป็นภาษากลางของคนหลากหลายชาติพันธุ์ในดินแดนแถบนี้มากขึ้น

 

คำไทย สำเนียงลาว

          กลุ่มชนตระกูลไทย-ลาว ที่ทยอยเคลื่อนย้ายตามเส้นทางการค้าภายใน ส่วนมากมาจากลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่เขตล้านช้าง (หลวงพระบาง) จนถึงเวียงจัน ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ลาว” แล้วพูดจาด้วยสำเนียงลาว

          แม้จะมีบางพวกไม่เรียกตัวเองว่าลาว แต่ก็พูดลาว ด้วยสำเนียงลาว

          คนพวกนี้เคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำโขงลงลุ่มน้ำน่าน-ยม แล้วส่วนมากพากันลงทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นประชากรของรัฐสุพรรณภูมิ จนถึงรัฐเพชรบุรีสอดคล้องกับตำนานในพงศาวดารล้านช้างว่า“งัวอิน” ลูกชาย(คนที่ 5) ของขุนบรม แยกครัวเคลื่อนย้ายจากเมืองชวา(หลวงพระบาง)มาก่อบ้านสร้างเมืองทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          ส่งผลให้ทุกวันนี้สำเนียงสุพรรณบุรีที่ว่า“เหน่อ”ตรงกับสำเนียงหลวงพระบางปัจจุบัน แล้วยังตรงกับสำเนียงเจรจาโขนด้วย(ควรอ่านเพิ่มเติมอีกในบทความเรื่อง สืบสำเนียงชาวกรุงเก่าจากเสียงเจรจาโขนและจินดามณี โดย วริษา กมลนาวิน ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2547 หน้า 44-47)

 

อักษรไทย, คนไทย

          คนตระกูลไทย-ลาวที่เคลื่อนย้ายมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในวัฒนธรรมมอญ-เขมรบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อแรกยังไม่มีอักษรของตัวเอง ในการเขียนภาษาไทย ถ้าใกล้ชิดมอญก็ใช้อักษรมอญ ถ้าใกล้ชิดเขมรก็ใช้อักษรเขมร

          แต่ที่พบหลักฐานมาก คือใช้อักษรเขมรเขียนภาษาไทย นานเข้าก็ดัดแปลงปรับปรุงอักษรเขมรเป็น“อักษรไทย”

          บรรดาคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน  ก็พากันเข้าสังกัดผู้ใช้อักษรไทย แล้วเรียกตัวเองด้วยชื่อสมมุติขึ้นใหม่ว่า“คนไทย”สืบมาตราบจนทุกวันนี้