มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2555

 

          เอกสารสมุดไทยสมัยต้นๆ ไม่แยกอย่างปัจจุบันว่านี่เป็นวรรณคดี, โน่นเป็นประวัติศาสตร์, นั่นเป็นกฎหมาย, ฯลฯ รวมทั้งไม่แยกร้อยแก้วกับร้อยกรอง เพราะแต่งปนกันไปตามขนบประเพณียุคนั้นสมัยนั้น

          ฉะนั้น อย่าเอากรอบคิดอย่างปัจจุบันไปกำหนดเอกสารวรรณคดีโบราณ

 

โองการดำน้ำและลุยเพลิง

          กฎหมายดำน้ำและลุยเพลิง(ต้นฉบับตัวเขียนระบุว่า “พีสูทดำน้ำลุยเพลิง”) ลงศักราชว่า พ.ศ. 1899 ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี(พระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. 1893-1912 ตรงกับรัชกาลพญาลิไทย รัฐสุโขทัย) แต่งเป็นร้อยแก้วกับร้อยกรองปนกัน

          ร้อยแก้ว พรรณนาลักษณะคดีกับลักษณะพิธีกรรม มีอย่างน้อย 7 มาตรา

          ร้อยกรอง เรียกอีกว่า โองการดำน้ำและลุยเพลิง แต่งเป็นร่ายกับกาพย์ฉบัง โดยร่ายเป็นคำอธิษฐานเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉบังเป็นคำพรรณนาแช่งผีสางเทวดาที่เห็นแก่สินบนของฝ่ายเท็จ ทำให้ผู้มีสัตย์แพ้

          เฉพาะร่ายกับกาพย์ฉบัง อาจดัดแปลงแต่งเติมสมัยหลังๆด้วย แต่มีเค้าโครงของเก่ายุคต้นอยุธยา

          โองการฯแต่งเป็นร้อยกรองด้วยฉันทลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นประเพณีสืบเนื่องมาแต่สังคมดึกดำบรรพ์ก่อนหน้านั้นนับพันๆปีมาแล้ว ที่ใช้คำคล้องจองขับลำเป็นทำนองในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บอกเล่าความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูล

 

กาพย์ฉบังของเขมร

          ฉันทลักษณ์สองฝั่งโขงคือร่ายและโคลง แพร่กระจายมาถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ยุคอโยธยา-ละโว้ ก่อน พ.ศ. 1893 เห็นได้จากฉันทลักษณ์ในโองการแช่งน้ำ

          แต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเต็มไปด้วยวัฒนธรรมมอญ-เขมร เมื่อตระกูลไทย-ลาว เคลื่อนย้ายลงมาก็รับเอาวัฒนธรรมมอญ-เขมรไว้เต็มที่จนเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแยก ไม่ออกจากวัฒนธรรมไทย-ลาว

          วรรณคดีไทยสมัยแรกๆจึงมีฉันทลักษณ์เขมรอย่างสนิทสนมกลมกลืนอยู่ด้วย เช่น กาพย์ฉบัง

          ฉบัง มีรากจากคำเขมรว่า “จฺบำง” หรือ “จํบำง” (ไทยใช้ว่า จำบัง) แปลว่า รบ, สงคราม

          แต่กวีเขมรบรรยายฉากสงคราม, เคลื่อนทัพ, สู้รบ ด้วยฉันทลักษณ์ที่เขมรเรียกบทพํโนล(ปุมโนล) แล้วไทยเรียกฉบัง(มีอธิบายละเอียดในหนังสือ ความสัมพันธ์วรรณคดีไทย-เขมร โดย ศานติ ภักดีคำ จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการสมาคมวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พ.ศ. 2550 หน้า 69)

          นับแต่นี้ไปกาพย์ฉบังจะมีบทบาทสำคัญในวรรณคดีไทยที่เกี่ยวข้องกับยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน ว่าทรงพระปรีชาสามารถทางการสู้รบ เช่น ดุจรามรอนราพณ์

 

คำสันสกฤต ยุคต้นอยุธยา

          โองการดำน้ำและลุยเพลิง จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่าเป็นโองการนอกราชพิธีที่บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตต้องคอยปรับปรุงถ้อยคำให้ทันยุคทันสมัย เพื่อผู้ฟังในพิธีฟังรู้เรื่องแจ่มชัด(จะปล่อยให้ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างอย่างโองการแช่งน้ำพระพัทธ์ไม่ได้) จึงพอจะเชื่อได้ว่า

          “โองการดำน้ำและลุยเพลิงคงจะได้มีการแก้ไขดัดแปลงกันมาพอสมควร จะถือเป็นสำนวนดั้งเดิมทีเดียวเห็นจะไม่ได้ และขณะเดียวกันก็จะถือว่าเป็นของใหม่เสียทั้งหมดก็ไม่ได้—คงจะเป็นแต่เพียงดัดแปลงบางแห่ง และยังคงรักษาเค้าของเดิมเท่าที่จะรักษาได้”

          เช่น ถ้อยคำมีรูปแบบคำสันสกฤตยุคต้นอยุธยามากมาย มีทั้งคำสันสกฤตแท้ กับสันสกฤตไทย(โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พ.ศ. 2524)

          ยุคต้นอยุธยาสืบทอดมรดกทวารวดี วัฒนธรรมผี-พราหมณ์-พุทธ ปนเปอยู่ด้วยกันแยกไม่ได้ ส่วนพุทธยุคทวารวดีก็ไม่แยกเด็ดขาดเป็นมหายานกับเถรวาท จึงใช้บาลีและสันสกฤตปนกัน

          แต่ดูเหมือนยุคต้นอยุธยาจะนิยมสันสกฤตกว่าอย่างอื่น ดังพบในโองการดำน้ำ เช่น ตอนแช่งพวกผีสางเทวดาที่เห็นแก่เครื่องเซ่นสินบนของฝ่ายเท็จ รับเครื่องเซ่นสังเวยแล้วเลยบันดาลให้ฝ่ายเท็จชนะ, ทำให้ผู้ทรงความสัตย์แพ้แก่ผู้โป้ปดมดเท็จดังนี้ :

 

          เทเวศรอาเพศเขตขวง                        ปีศาจทั้งปวง

          แลหน่วงเอาเท็จมายา

          ให้มีไชยโยเสน่หา                                เพราะรับกระยา

          บูชาผู้เท็จอาธรรม์

          จงตกต่ำในนรกกันต์                           ยินได้พุทธันดร์

          นิรันดร์เสวยทุกขา

          อย่าเห็นแสงระวิจันทรา                       มัวมืดมนทการ์

          หมกไหม้อยู่ในนรกานต์

          เพลิงลุกทนทุกข์เนืองนาน                  อย่าทันพระศรีอารย์

          มาโปรดซึ่งเทวะสบสรรพ์

          เพราะด้วยมฤษฉาอาธรรม์               เอาความจริงผัน

          ให้แพ้แก่ผู้มฤษา

          ครั้นพ้นจากขุมนรกา                           กลับกลายรูปา

          มาเกิดในชาติทรชน

          อัประภาคมีกายพิกล                           เป็นคนมืดมน

          ทการแลอับปัญญา

          จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่า มีอยู่บทหนึ่ง มีทั้งมฤษฉาอาธรรม์ และมฤษา ใช้ทั้งคำสันสกฤตแบบไทย และคำสันสกฤตแท้

          แต่โดยรวมแล้วโองการดำน้ำและลุยเพลิงมีเค้าโครงร่องรอยเก่าแก่ที่เป็นต้นแบบให้กาพย์ฉบังยุคต่อๆไป

 

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);