มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2555

 

          ศรัทธาและความเชื่อถูกสร้างโดยคนชั้นนำหรือคนชั้นสูงเพื่อครอบงำคนชั้นล่างซึ่งเป็นประชาชนชาวบ้านส่วนใหญ่ ให้อยู่ในความควบคุมของคนชั้นสูง

          เมื่อคนชั้นล่างตาสว่างเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น ก็ไม่ยอมให้คนชั้นสูงครอบงำและควบคุมอีก

          ถึงตรงนี้ “ดร. โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร เขียนเรื่องการปรองดอง (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 23-พุธที่ 25 เมษายน 2555 หน้า 36) อย่างมีรสชาติ ผมอ่านแล้ว “อร่อย” อยากให้คนอื่นอร่อยด้วย จึงจะคัดมาเผยแพร่ต่อ ดังนี้

          “คนชั้นสูงซึ่งเป็นคนส่วนน้อยไม่อาจจะรับเสียงของคนชั้นล่าง ซึ่งเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ถูกหาว่าเป็นคนโง่ ไม่มีความรู้ ไร้การศึกษา

          “แม้แต่การเสียชีวิตของผู้คนไม่ได้รับการคัดค้านจากคนชั้นสูง สื่อมวลชนและปัญญาชน เพราะผู้ถูกกระทำเป็นคนชั้นล่างที่โง่เขลา ไร้การศึกษา ขายตัวขายเสียง”

          “การเลือกปฏิบัติ การมีสองมาตรฐานในวงการยุติธรรม ความไม่สมเหตุสมผลของคำตัดสิน หลักนิติธรรม หลักกฎหมายสากลถูกละเมิดโดยการสนับสนุนของคนชั้นสูงในเมือง”

           “สำหรับสังคมไทย ความแตกแยก ความขัดแย้งทางชนชั้นเพิ่งแสดงออก ต่อไปข้างหน้าจะยิ่งมากขึ้นตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และขบวนการโลกาภิวัตน์

          ขณะเดียวกันชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองเดิมไม่เข้าใจ ยังหลงใหลกับสถานภาพเดิมของตน จึงพยายามขัดขวางการเปลี่ยนแปลง “ความเชื่อ” และ “ศรัทธา” ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นสากล ยังเชื่อว่า “ความเป็นไทยๆ” ยังจะดำรงอยู่ได้ต่อไป

          การปรองดองที่พูดกันอยู่ ฟังดูเหมือนกับจะให้สังคมไทยถอยไปเหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน จึงเป็นความฝันที่เลื่อนลอย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้คนชั้นล่างถอยกลับไปมี “ความเชื่อ” และมี “ศรัทธา” ต่ออุดมการณ์ดังเดิมที่สร้างขึ้นโดยชนชั้นปกครองของแวดวงคนชั้นสูง”

          ดร. โกร่ง อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันว่า อาการแสดงออกที่ขัดแย้งกันในรัฐสภา ปัญหาความขัดแย้งที่แท้จริงและถาวร เป็นเพียงจำอวดการเมืองของอาการป่วยของสังคม เป็นของชั่วคราว จึงไม่ควรเสียเวลาใส่ใจมากนัก ทุกประเทศทุกสังคมก็ผ่านประสบการณ์ ผ่านการต่อสู้ที่เจ็บปวดอย่างนี้มาแล้วทั้งสิ้น แต่ทำไมสังคมนั้นๆ ไม่ว่าในยุโรป ในแอฟริกา ในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชียจึงอยู่กันได้

          “การปรองดองจึงไม่ได้อยู่ที่การขจัดความเห็นที่แตกต่างกันได้สำเร็จ ความแตกต่างทางความคิดความเห็นยังคงดำรงอยู่และหลากหลายยิ่งขึ้น แต่ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ตราบใดที่ชนชั้นของสังคมดำรงอยู่ และจะยังดำรงอยู่ตลอดไป”

          “แต่ที่อยู่กันได้และปรองดองกันได้ก็เพราะทั้งสองฝ่ายมาตกลงทำสัญญาประชาคมว่าจะมีการปกครองไปตามหลักกฎหมาย Rule of Law ปกครองโดยกฎหมาย Rule by Law ปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนน้อยได้รับการคุ้มครอง ความแตกต่างทางความเห็นได้รับการเคารพ แก้ปัญหาโดยสันติวิธี ไม่ใช่โดยความรุนแรง ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี”

          “หยุดกงล้อประวัติศาสตร์ไม่ได้ ชะลอได้ เร่งได้ หลบหลุมไม่ให้ลงเหวได้ แต่กงล้อประวัติศาสตร์ต้องเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไป”

          อร่อยจริงๆ