มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2555

 

          ประวัติศาสตร์ไทย เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์(ประชาคมอาเซียน)จะแยกออกจากกันมิได้ แม้แต่คนไทยและความเป็นไทยก็แยกไม่ได้จากความเป็นคนอุษาคเนย์และความเป็นอุษาคเนย์

          โครงการพัฒนาความร่วมมือทางศาสนา, ศิลปะ, และวัฒนธรรม กับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำเสนอต่อรัฐบาล เป็นโครงการดีที่มาช้ามาก จนตลาดจะวาย สายบัวเกือบเน่าแล้ว

          ถึงจะยืนยันว่าไม่ใช่งานตีปี๊บสร้างภาพ แต่ก็น่าห่วงอย่างยิ่งว่าจะเป็นได้แค่นั้น เพราะคนทำงานจริงๆไม่มี ที่มีอยู่ก็ไม่จริง

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดานัก“ราชวิชาการ”ในกระทรวง ยังงมงายและฟูมฟายอยู่กับความเป็นไทยแบบ“ดราม่า”ของอำมาตย์มนตรี ที่พยายามทำตัวให้หลุดพ้นจากความเป็นคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เพราะฝันไปว่าตัวเองเหนือกว่าโดยเฉพาะลาว, เขมร

          ถ้าแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ โครงการฯนี้ก็แค่“ดราม่า”เหมือนอะไรต่อมิอะไรในไทยที่ผ่านๆมา

          คนไทยและความเป็นไทย แรกมีขึ้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในสุวรรณภูมิเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1700

          ก่อนหน้านั้นยังไม่สมมุติชื่อเรียกตัวเองว่าคนไทย แต่เรียกอย่างอื่นๆ เช่น คนลาว, คนลื้อ, ผู้ไทย, ฯลฯ กระจัดกระจายอยู่ในหุบเขาน้อยใหญ่ทางตอนบนของสุวรรณภูมิ เช่น ทางใต้ลุ่มน้ำแยงซีเกียงในจีน, ลุ่มน้ำดำ-แดงในเวียดนาม, ลุ่มน้ำโขงในลาว, ลุ่มน้ำสาละวินในพม่า

          แต่มีบางพวกทยอยเคลื่อนย้ายมาตามเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเลเลียบชายฝั่ง ตั้งถิ่นฐานปะปนกับตระกูลมอญ-เขมร, ชวา-มลายู (ที่เป็นคนดั้งเดิมอยู่มาก่อน) แล้วเป็นประชากรส่วนหนึ่งของรัฐฟูนัน, รัฐจามปา, รัฐทวารวดี

          ครั้นหลัง พ.ศ. 1700 สำเภาจีนมีเทคโนโลยีก้าวหน้าและลำใหญ่ขึ้น ระวางบรรทุกสินค้ามากขึ้น ทำให้การค้ากับจีนทางทะเลกว้างขวาง ส่งผลให้การค้าภายในทั้งทางบกและทางแม่น้ำลำคลองเฟื่องฟู

          กลุ่มคนพูดภาษาไทย-ลาว เคลื่อนย้ายลงมาตามเส้นทางภายใน แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่ปะปนกับคนพูดภาษามอญ-เขมร ที่เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมมาก่อน ผสมกลมกลืนกลายเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่สมมุติชื่อเรียกตัวเองว่า“คนไทย”

          พยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเรื่องเหล่านี้ มีครบถ้วนทั่วประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ ที่สำคัญคือบางส่วนเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม นั่นแหละ

          ปัญหาอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรมไม่มีนักวิชาการที่มีคุณภาพและศักยภาพจะศึกษาวิจัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเหล่านั้น ดังจะเห็นว่าถ้าต้องการงานวิชาการก็ต้องว่าจ้างบริษัทรับเหมาค้นคว้าวิจัยให้ด้วยราคาแพงๆ(และอาจมีลูกเล่นยัดไส้เอางานราชการใส่ชื่อบริษัทเพื่อรับค่าจ้างต่างหาก)

          ถ้าจะมีนักวิชาการอยู่บ้างก็ล้าหลังคลั่งชาติอยู่ในอำนาจครอบงำของความรู้แบบอาณานิคมเมื่อ 100 ปีที่แล้ว โดยสร้าง“นิยาย”ให้เป็น“ดราม่า” ว่าเชื้อชาติไทยบริสุทธิ์มีจริง แล้วมีแหล่งกำเนิดจากเทือกเขาอัลไต เมื่อถูกจีนรุกรานก็อพยพลงใต้มาสร้างอาณาจักรน่านเจ้า แล้วถูกจีนขับไล่ต้องอพยพมาเป็นข้าทาสในปกครองของมอญและเขมร กระทั่งปลดแอกจากเขมรสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก

          จะเห็นว่าในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย(ที่กระทรงวัฒนธรรมดูและรักษา) คนไทยอยู่นอกฟ้าดินสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ เหมือนเป็น“มนุษย์ต่างดาว” หรือ“ท้าวต่างแดน”มาจากที่อื่น แล้วมาแย่งดินแดนเขมรเป็นของตน ซึ่งถ้าจริงอย่างนั้นก็น่าไม่อาย

          ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ จัดโครงการอบรมครูประวัติศาสตร์ เรื่อง“การเตรียมพร้อมสำหรับการสอนประวัติศาสตร์ไทยและเอเชียในกระแสการรวมกันเป็นหนึ่งของประชาคมอาเซียน” ต้องช่วยกันอธิบายเรื่องคนไทยและความเป็นไทยในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ให้กระจ่างด้วย

          มิฉะนั้น ชายแดนไทยโดยรอบไม่สงบหรอก} else {d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);