ต้นฉบับมี 6 หน้า | 17 เมษายน 2555

“เทริด” เครื่องสวมหัวละคร

เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของสุวรรณภูมิ

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

www.sujitwongthes.com

 

เทริดโนราทางภาคใต้ คือละครนอกยุคอยุธยา

 

          เทริด เป็นเครื่องสวมหัวเมื่อเล่นละครเก่าสุดในราชสำนัก มีต้นเค้าแรกสุดเป็นกะบังหน้าในประติมากรรมแบบเขมร ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1400

          ปัจจุบันมักเรียก“เทริดโนรา” เพราะยังใช้ใส่เล่นโนราทางภาคใต้

          แต่ความจริงเป็นเทริดละครยุคแรกเริ่มในอยุธยา ส่วนโนราแบบภาคใต้แท้จริงแล้วคือละครนอกของอยุธยา แพร่หลายลงไปทางใต้ นับเป็นละครนอกตกค้างเก่าแก่ที่สุด แต่เรียกโนราตามชื่อตัวละครเอกที่นิยมเล่นเรื่องนางมโนห์รา

          ความสำคัญของเทริดยังเห็นได้จากบนแท่นเชิญศีรษะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในพิธีไหว้ครู ครอบ โขนละคร ต้องมีเทริดตั้งไว้บูชาด้วย

 

ชฎา, มงกุฎ

ได้จาก “ลอมพอก” ของเปอร์เซีย(อิหร่าน)

          ชฎา, มงกุฎ มีต้นแบบจากวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย ที่นักบวชอินเดียโบราณรวบผมถักเป็นลอนเกล้าสูงขึ้นไป

          โขนละครในราชสำนักสุวรรณภูมิยุคแรกๆ สวมลอมพอก เมื่อนานเข้าก็มีพัฒนาการเป็นชฎา, มงกุฎ

          ลา ลูแบร์ เมื่อดูโขนละครของราชสำนักอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์(ราชอาณาจักรสยาม โดย มร. เดอ ลา ลูแบร์ แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510) จึงมีบันทึกว่า โขนละคร “สวมชฎาทำด้วยกระดาษทองน้ำตะโก ทรงสูงปลายแหลมเกือบเหมือนลอมพอกของพวกขุนนาง แต่ครอบลงมาข้างล่างจนปรกใบหู”

          ที่ลา ลูแบร์เห็นอย่างนั้นเป็นเพราะเมื่อเล่นเรื่องรามเกียรติ์ก็พรางหน้าจริงโดยสวมหน้ากากเป็นตัวต่างๆ แล้วสวมลอมพอกไว้บนหัวเมื่อเป็นตัวพระ, นาง และยักษ์

          ลอมพอกสวมหัวค่อยๆประดิดประดอยประดับประดาจนถึงสมัยหลังๆก็เป็นชฎาตัวพระ และ มงกุฎตัวนาง

          ชฎา, มงกุฎ หมายถึงเครื่องสวมศีรษะ มียอดแหลม และมีหลายแบบ นักปราชญ์ราชบัณฑิตสยามอธิบายสอดคล้องกันว่าชฎามีต้นแบบจากลอมพอกที่เป็นเครื่องสวมศีรษะของเปอร์เซีย(อิหร่าน)

          ลอมพอก เครื่องสวมศีรษะรูปยาว ยอดแหลม หรืออาจมนๆ ไม่แหลมนักก็ได้ ล้วนได้แบบจากเปอร์เซีย(อิหร่าน) ตั้งแต่ก่อนยุคอยุธยา แล้วใช้เป็นเครื่องทรงพระเจ้าแผ่นดินกับเครื่องแบบขุนนางสยามยุคอยุธยา ต่อมามีพัฒนาการเป็นชฎาและมงกุฎ ใช้แต่งตัวโขนละครด้วย

          ลอมพอก มาจาก ลอม กับ พอก

          ลอม หมายถึง กองเรียงกันขึ้นไปให้สูงเป็นจอม เช่น ลอมฟาง วางท่อนไม้ให้ปลายด้านบนรวบกันเป็นจอม เช่น ลอมฟืน

          พอก หมายถึง เพิ่ม, พูน, โพก เช่น โพกหัว, โพกผ้าขะม้า, ฯลฯ

          นอกจากลอมพอกแล้ว เครื่องแต่งตัวโขนละครยังใช้ผ้าของเปอร์เซียด้วย

 

ชฎามกุฎ คือการรวบผมที่ถักเป็นลอนให้เกล้าสูงขึ้นไปแล้วจึงทิ้งปลายปัดมาด้านหลัง อันเป็นทรงผมของนักบวชอินเดียโบราณ (พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร พบที่ อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ชฎามกุฎในศิลปะเขมร เริ่มมีการนำเอากะบังหน้าสวมครอบทับมวยผมที่เกล้าสูงเป็นรูปทรงกระบอกคือเป็นแบบประดิษฐ์มากขึ้น (เศียรรูปบุคคล ศิลปะเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ในขณะเดียวกัน ศิลปะเขมรยังมีศิราภรณ์อีกแบบซึ่งใช้ระบบกะบังหน้า-รัดเกล้า คือมีที่เกี้ยวครอบมวยผมเป็นรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆและสวมเทริดไว้ด้านหน้า เป็นต้นเค้าของ “มงกุฎ” คือเริ่มมีเครื่องประดับมาครอบลงบนมวยผม ต่างจาก “ชฎา” ที่เกิดจากการเกล้าผมสูงอย่างเดียว (ประติมากรรมรูปพระวัชรธร? ศิลปะเขมรแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 18 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ศิลปะสุโขทัย ใช้ศิราภรณ์ตามระบบกะบังหน้า-รัดเกล้าที่สืบมาจากเขมร จึงยังเห็นว่าเป็นศิราภรณ์ที่ยังแยกกันอยู่ระหว่างสองชิ้นคือ กะบังหน้า (เทริด) กับรัดเกล้า (เกี้ยวรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้น)(เทวรูปสำริดสมัยสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 19-20 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

สมัยอยุธยายุคต้นๆ ศิราภรณ์ยังคงทำตามแบสุโขทัยคือใช้ระบบกะบังหน้า-รัดเกล้า ส่วนรัดเกล้ายังอยู่ในสัดส่วนเล็กๆไม่สูงมาก (บานประตูสลักไม้จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ 21 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)

ศิราภรณ์แบบกะบังหน้า-รัดเกล้าของอยุธยาในช่วงต่อมาเริ่มมีส่วนรัดเกล้าในทรงสูงมากขึ้นจนเห็นได้ชัดซึ่งจะคล้ายกับมงกุฎที่รู้จักกันในปัจจุบัน (พระพุทธรูปประธานวัดหน้าพระเมรุ อยุธยาราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22)

(ซ้าย) ขุนนางสยาม ลายเส้นจากหนังสือจดหมายเหตุลา ลูแบร์ (ขวา) ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตสยามจากราชสำนักอยุธยา ไปเจริญทางพระราชไมตรีกับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2229 วาดโดย ชอง ไฮน์เซลมาน (Jean Hainzelman) จิตรกรชาวเยอรมัน ผู้มาพำนักในประเทศฝรั่งเศส (ภาพต้นฉบับเป็นสมบัติของหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)

(ซ้าย) ตัวนางสวมมงกุฎ (ขวา) ตัวพระสวมชฎา