Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555

 

          วรรณคดีไทย เขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร เล่มเก่าสุดขณะนี้ ชื่อพระไอยการเบ็ดเสร็จ คือ กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ

          “เบ็ดเสร็จ” เป็นคำโบราณ มีความหมายตรงกับคำในปัจจุบันว่า “เบ็ดเตล็ด”

          เหตุที่เรียกชื่อกฎหมายฉบับนี้ว่า “เบ็ดเสร็จ” คือ“เบ็ดเตล็ด”  ก็เพราะเป็นกฎหมายย่อยๆหลายเรื่องเอามารวมไว้ในที่เดียวกัน และไม่อาจให้ความสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ถนัด

          กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ มี 2 ตอน คือ

          ตอนต้น ลงศักราช 1236 ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ. 1886 ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา 7 ปี ว่าด้วยลักษณะวิวาท เรื่องกระหนาบคาบเกี่ยวให้เป็นเสนียดแก่กัน

          ท้าย ลงศักราช 1146 ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ. 1768 ก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา 125 ปี นับเป็นตอนเก่าแก่ที่สุด ว่าด้วยลักษณะวิวาทเรื่องกระทำกฤติยาคุณมีฉมบ, จะกละ, กระสือ, กระหาง เป็นต้นเหตุ

 

“อโยธยา” มีก่อน “อยุธยา”

          มีปัญหาว่าถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ขัดกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ระบุว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง เพิ่งสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 ก่อนหน้านี้ยังไม่มี “กรุงศรีอยุธยา”

          แท้จริงแล้วเคยมีบ้านเมืองแว่นแคว้นใหญ่มาก่อนชื่ออโยธยาศรีรามเทพนคร ซึ่งสืบเนื่องจากแคว้นทวารวดีกับแคว้นละโว้ ที่เคยมีศูนย์กลางอยู่เมืองลพบุรี แต่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาไม่ได้จดเรื่องราวของแคว้นเก่าก่อน พ.ศ. 1893 เอาไว้ด้วย จึงทำให้ไขว้เขวและสับสน

          หลังกาฬโรคระบาดจึงทรงสถาปนาใหม่เพื่อแก้เคล็ด แล้วให้ชื่อใหม่ว่ากรุงศรีอยุธยา

 

สำนึกทางกฎหมาย

          กฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญอยางหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นเป็นรัฐ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบาย “ความสำนึกทางกฎหมาย” ว่า

          “การพัฒนาความรู้สึกทางกฎหมาย, ซึ่งคือสิ่งสะท้อนเบื้องบนของสภาพชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตในสังคมนั้น, เป็นวิถีดำเนินที่ต้องการระยะเวลาที่แน่นอนระยะหนึ่ง, โดยประชาชนเป็นผู้ค่อยๆก่อรูปมันขึ้นเป็นจารีตประเพณีก่อน, แล้วต่อจากนั้นกษัตริย์หรือรัฐจึงเข้าแทรกแซงหรือกำหนดกฎเกณฑ์บังคับ” (สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฯ, 2526)

          ความสำนึกทางกฎหมายชนิดเก่าแก่ดั้งเดิมประเภทตาต่อตา ฟันต่อฟั หรือหนามยอกเอาหามบ่ง กล่าวคือ เมื่อผู้หนึ่งถูกฟันแขนขาด ก็ต้องตัดสินโดยการโต้ตอบให้ฟันอีกข้างหนึ่งแขนขาดบ้าง ซึ่งเป็นความสำนึกแบบการแก้แค้นด้วยการกระทำอย่างเดียวกัน อันเป็นความสำนึกดั้งเดิมก่อนที่จะพัฒนามาเป็นวิธีบังคับให้ผู้ผิดเสียเงินสินไหมชดเชยเป็นค่าเสียหาย

          แต่กฎหมายยุคกรุงศรีอยุธยาไม่มีร่องรอยของความสำนึกแบบหนามยอกเอาหนามบ่งอีกแล้วโดยทั่วไป (ยกเว้นกรณีฆ่าคนตาย) แสดงว่ากฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จตราขึ้นโดยรัฐที่ก้าวหน้ามากแล้ว

 

กฎหมาย “แม่มดพ่อหมอ”

          กฎหมายลักษณะบ็ดเสร็ ถือเป็นวรรณคดีเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบหลักฐานขณะนี้ และเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของอโยธยาศรีรามเทพนคร มีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา

          กฎหมายพระอัยการเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) มีเนื้อหาเป็นเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะผีร้าย มีชื่อเรียกในกฎหมายนี้ว่า “ฉมบ จะกะ กระสือ กระหาง” กับเรื่องหมอผี ที่เรียกชื่อในกฎหมายนี้ว่า “แม่มดพ่อหมอ” คือคนผู้เรียนรู้เวทวิทยาคมและกฤตยาคุณอันทำให้ถึงตายฉิบหายด้วยอุบายต่างๆ

          ฉมบ (อ่านว่า ฉะ-หมบ) เรียกผีผู้หญิง สิงอยู่ที่ตายในป่า ว่ามีรูปเห็นเป็นเงาๆ

          จะกละ (อ่านว่า จะ-กละ) เรียกผีป่า ซึ่งหมอผีชาวป่าเลี้ยงไว้ให้ทำร้ายศัตรู, ผีพวกหนึ่งชอบกินของโสโครก

          กระสือ (อ่านว่า กระ-สือ) เรียกผีที่สิงในกายหญิง ชอบกินของโสโครก ลักษณะเป็นดวงไฟแวมๆในกลางคืน (คู่กับกระหัง ที่เข้าสิงในกายชาย)

          กระหาง (อ่านว่า กระ-หาง) เรียกผีที่สิงในกายชาย หรือผีผู้ชาย ชอบกินของโสโครก บางทีก็เรียกกระหังคู่กับกระสื

          ความเชื่อเรื่องผีร้ายในกฎหมายฉบับนี้ นักวิชาการส่วนมากอธิบายว่า มีลักษณะสากล เพราะบนเส้นทางวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์โดยทั่วไป มักจะมาถึงขั้นตอนหนึ่งที่มีปรากฏการณ์ของความเชื่ออย่างนี้ เช่น ในสังคมทางยุโรป กล่าวถึงพวกแม่มดและพ่อมด เป็นต้น

          ความรู้เรื่องคุณไสย และการใช้คุณไสยไปทำร้ายผู้อื่น ถือว่าเป็นความชั่วร้าย เป็นเสนียดเช่นเดียวกันกับเรื่องผีร้ายต่างๆ กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จจึงจัดไว้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน ถือเป็นกรณีเหมือนกัน ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจริงหรือไม่จริง ซึ่งกฎหมายจะต้องให้ความเป็นธรรม โดยกำหนดเงื่อนไขเป็น 2 อย่าง คือ

          อย่างแรกเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งฉมบ จะกละ กระสือ กระหางมีจริง ถ้าพิสูจน์หรือสอบสวนได้ว่าเป็นจริงก็ต้องมีการลงโทษ

          อย่างที่สองเป็นเรื่องของการกล่าวหา เพราะเป็นเรื่องที่อาจใส่ร้ายป้ายสีและกล่าวหากันได้ง่ายๆ เหตุนี้ในกฎหมายจึงกำชับไม่ให้พวกเจ้าเมือง กรมการที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีความทำการลงโทษตามลำพัง โดยไม่แจ้งเข้ามายังกรุง แต่ให้ทางกรุงตัดสิน ผู้ที่ละเมิดในเรื่องนี้อาจถูกตัดสินประหารชีวิตได้

          การกล่าวหา ในเรื่องผีกระสือ ผีปอบ และการกระทำคุณไสย มีครูบาอาจารย์ อธิบายโดยสรุปว่าเป็นเครื่องควบคุมทางสังคมได้อย่างหนึ่ง เพราะการกล่าวหานั้นมักจะมุ่งไปที่ผู้มีความประพฤติและมีพฤติกรรมผิดปกติหรือผิดแผกไปจากคนอื่นๆในสังคม พอมีคนเจ็บป่วยล้มตายขึ้นก็เชื่อว่าเป็นการกระทำของสิ่งชั่วร้ายที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ และคนที่มีอะไรผิดแผกไปจากผู้อื่นในสังคม มักจะเป็นผู้ถูกกล่าวหา เพราะฉะนั้นในสังคมแบบประเพณีจึงมักเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่ประพฤติอยู่ในกรอบในรีตในรอยเดียวกัน

          แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นดาบสองคม ใช้เรื่องนี้กล่าวหาผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อกลุ่มของตนได้

 

กฎหมาย “เบ็ดเตล็ด” ลักษณะเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) ฉบับตัวเขียนอักษรไทยบนสมุดข่อย (สำเนาจากหอสมุดแห่งชาติ)