มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม 2555

 

          วรรณคดีไทย ด้วยอักษรไทย คงจะมีขึ้นครั้งแรกระหว่าง พ.ศ. 1800-1900

          สืบต่อจากวรรณคดีไทย ด้วยอักษรเขมรที่มีมาก่อน แต่ยังคงทำสืบเนื่องในเรื่องราวทางศาสนาและที่เกี่ยกับลักษณะขลังๆ ดังเห็นจากลงอาคมด้วยอักษรขอม(เขมร)จนทุกวันนี้

 

Black Death โรคห่า กาฬโรค

          กรุงศรีอยุธยา และบ้านเมืองแถบอุษาคเนย์ เกิดกาฬโรคระบาด เพราะติดต่อค้าขายทางสำเภากับจีน มีหลักฐานประวัติศาสตร์ว่ากาฬโรคระบาดในจีนราว พ.ศ. 1876 จากนั้นก็แพร่สู่อุษาคเนย์ โดยหมัดหนูเกาะติดตัวหนูอยู่ใต้ท้องสำเภาเอาเชื้อกาฬโรคออกไปสู่บ้านเมืองต่างๆเกือบทั่วโลก

          บริเวณประเทศไทยมีผู้คนล้มตายจำนวนมากด้วยโรคระบาดในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ แล้วมีคำบอกเล่าในรูปนิทานของท้องถิ่นต่างๆ เช่น พระเจ้าอู่ทองหนีโรคห่าไปสร้างอยุธยา, เมืองนครศรีธรรมราชร้างเพราะหนีโรคห่า, ฯลฯ คำว่าโรคห่าลง หรือโรคห่าระบาดในช่วงเวลานี้ก็คือกาฬโรค

          กรุงศรีอยุธยา ช่วงกาฬโรคระบาด มีคนชั้นสูงเป็นขอม พูดภาษาเขมร เขียนอักษรเขมร นับถือพราหมณ์กับพุทธมหายาน

          แต่พวกเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ และอาณาประชาราษฎร มีหลายชาติพันธุ์ผสมกลมกลืนอยู่ด้วยกัน กลุ่มสำคัญๆ คือ ตระกูลมอญ-เขมร, ตระกูลไทย-ลาว, ตระกูลชวา-มลายู

          คนชั้นสูงมีตำหนักใหญ่ๆแออัดยัดเยียดอยู่ในชุมชนเมือง ส่วนขุนนาง, ข้าราช การ, และอาณาประชาราษฎรส่วนมากตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่นอกเมืองตามแม่น้ำลำคลอง ทุ่งนา ไม่แออัดยัดเยียดเหมือนในชุมชนเมือง

          เมื่อกาฬโรคเข้ามากับสำเภา ก็เริ่มระบาดในชุมชนเมืองก่อน จากนั้นถึงจะระบาดขยายสู่นอกเมือง ซึ่งจะค่อยๆเบาบางลง หรือถูกตัดขาดไปเลยก็ได้

          เหตุนี้เอง คนชั้นสูงที่เป็นพวกขอมในชุมชนเมืองจะล้มตายก่อน และตายมากกว่าคนทั่วไปที่อยู่นอกเมืองซึ่งมีตระกูลไทย-ลาว เป็นสำคัญ

          เรื่องนี้มีร่องรอยในพงศาวดารว่าฝังศพเจ้านายชื่อเจ้าแก้วกับเจ้าไทย ไว้บริเวณวัดใหญ่ชัยมงคล ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในชุมชนเมือง

 

สถาปนากรุงศรีอยุธยา ล้างอาถรรพณ์

          เมื่อกาฬโรคระบาดสิ้นฤทธิ์หมดแล้วตามธรรมชาติ พวกรอดตายจากกาฬโรคต้องสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นใหม่ มีร่องรอยในพระราชพงศาวดาร ว่ากษัตริย์ยุคนั้นย้ายตำหนักจากที่เดิมไปอยู่ที่ใหม่เรียก “เวียงเหล็ก” บริเวณวัดพุทไธสวรรย์ อยู่ฟากตรงข้ามกับวัดพนัญเชิง

          ครั้นถึง พ.ศ. 1893 ตรงกับคริสต์ศักราช 1350 ได้สถาปนานามเมืองใหม่เพื่อแก้อาถรรพณ์ว่า กรุงศรีอุธยา

          ช่วงเวลาที่กาฬโรคระบาดค่อยๆสิ้นฤทธิ์ลงไป พวกขุนนางข้าราชการไทย-ลาว ที่รอดตายก็เติบโตเป็นใหญ่แทนพวกขอมที่ล้มตาย แล้วเชื่อมโยงเครือญาติตระกูลไทย-ลาวที่อยู่บ้านเมืองต่างๆเข้าด้วยกัน ดังมีร่องรอยในพระราชพงศาวดารว่ากษัตริย์อยุธยาแต่งงานกับธิดากษัตริย์สุพรรณ เป็นต้น

 

อักษรไทย

          คนตระกูลไทย-ลาว เคลื่อนย้ายจากสองฝั่งโขงทยอยลงมาตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1500 ทำให้ภาษาตระกูลไทย-ลาว กลายเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน ตอนบน

          ส่วนภาษาเขมรยกย่องเป็นภาษาชั้นสูงของกษัตริย์ ใช้พูดจาในราชสำนัก ต่อมาเรียก ราชาศัพท์

          หลังกาฬโรคระบาดก็ยิ่งผลักดันให้คนตระกูลไทย-ลาวจากสองฝั่งโขงทยอยเคลื่อนย้ายลงมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ขาดสาย ทำให้กลายเป็นกลุ่มมีพลังทางเศรษฐกิจ การเมืองนำกลุ่มอื่น

          เมื่อภาษาตระกูลไทย-ลาว เป็นภาษากลางทางการค้าภายใน ทำให้ต้องมีตัวอักษรขึ้นใช้งาน โดยปรับปรุงจากอักษรขอมที่ใช้มาก่อนนานมากแล้ว ให้ใช้เขียนภาษาไทย-ลาวโดยเฉพาะ นานเข้าก็วิวัฒนาการเป็นอักษรไทย จากนั้นจึงแพร่หลายไปบ้านเมืองต่างๆ เช่น สุโขทัย

          เมื่อมีอักษรไทยขึ้นแล้ว คนชั้นนำใช้เผยแผ่คำสั่งสอนทางพุทธศาสนานิกายเถรวาทโดยผ่านพระสงฆ์ สู่บ้านเมืองแว่นแคว้นทุกทิศทาง ทั้งตอนบนถึงรัฐสุโขทัย และรัฐล้านนา กับตอนล่างถึงรัฐเพชรบุรี และรัฐนครศรีธรรมราช

          ในที่สุดก็ส่งผลให้รวมรัฐเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นราชอาณาจักรแห่งแรก ชาวต่างชาติเรียกราชอาณาจักรสยาม มีศูนย์กลางที่พระนครศรีอยุธยา

 

คนไทย, วรรณคดีไทย

          สยาม เป็นชื่อดินแดนกว้างใหญ่ตั้งแต่ลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ตั้งหลักแหล่งผสมผสานอยู่ด้วยกัน แต่สื่อสารกันด้วยภาษาไทย

          ครั้นนานเข้าก็มีคนพวกหนึ่งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา สมมติชื่อเรียกตัวเองว่าคนไทย แล้วเรียกดินแดนกรุงศรีอยุธยาว่า เมืองไทย

          Black Death ทางยุโรป ก็คือโรคห่ากาฬโรคในสยามประเทศไทยยุคกรุงศรีอยุธยา ก่อน พ.ศ. 1893 หรือปลายพุทธศตวรรษที่ 19

          ครั้นปลายพุทธศตวรรษที่ 20 หรือหลัง พ.ศ. 1900 ห่างกันราว 100 ปี กรุงศรีอยุธยาที่สืบทอดจิตวิญญาณรัฐรุ่นเก่าจะเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐรุ่นใหม่

          เท่ากับ“ฝังโลกเก่า”ไว้กับอดีต แล้ว“ฟื้นโลกใหม่”เพื่อปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมกันสถาปนาราชอาณาจักรสยามแห่งแรกอย่างสมบูรณ์

          เห็นได้จากลักษณะเศรษฐกิจการเมืองของกรุงศรีอยุธยา ราชอาณาจักรสยามแห่งแรก เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ อันเป็นส่วนหนึ่งของการค้าโลกอย่างมีประสิทธภาพ

          ขณะที่สังคมวัฒนธรรมมีลักษณะเฉพาะตนชัดเจน เช่น

          ศิลปกรรมที่เคยทำแบบขอม มีพระปรางค์ป้อมอ้วนอย่างเคร่งครัด ก็ค่อยๆคลี่คลายไป เห็นได้จากลักษณะพระปรางค์มีรูปทรงสูงผอมขึ้น แล้วค่อยๆลดความสำคัญลง กลายเป็นสถูปเจดีย์ทรงต่างๆ มีบทบาทมากขึ้น เช่น ทรงลังกา

          การละเล่นโขน มีบทเจรจาด้วยสำเนียงหลวง และลีลาแบบลาว ซึ่งไม่เคยมีในรัฐรุ่นก่อนๆ

          วรรณคดีที่แต่งด้วยอักษรไทย ทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรอง โดยมีฉันทลักษณ์เป็นเอกเทศเฉพาะตน คือโคลงกลอน

          สิ่งเหล่านี้สืบเนื่องหล่อหลอมจนเป็นสังคมไทยและประเทศไทยปัจจุบัน

 

สมุดข่อย ใช้เขียนอักษรไทยที่เพิ่งมีขึ้น เป็นผลของการประดิษฐ์คิดค้นที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสังคมลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงไม่จำเป็นต้องทำศิลาจารึกอย่างแต่ก่อน (รูปและใต้ภาพจากหนังสือ อักษรไทย มาจากไหน? ของสุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 84)