มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2555

 

          วรรณคดีของไทยให้ความสำคัญเฉพาะที่เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนที่มีมาก่อนนานมาก แต่ไม่เป็นลายลักษณ์ก็ไม่เอา

          แล้วเลือกยกย่องเฉพาะวรรณคดีในราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง เท่านั้น ลุ่มน้ำอื่น ภาคอื่น ไม่เอา

          ถ้าเป็นของไพร่บ้านพลเมืองทั่วไปให้จัดเป็นวรรณคดี“ท้องถิ่น” หมายถึง “ไม่ไทย”

 

ภาษาพูดเล่านิทาน วรรณคดีเก่าแก่ที่สุด

          คนทั้งหลายในโลกมีภาษาพูดก่อน ต่อจากนั้นอีกนานมากถึงมีภาษาเขียนด้วยตัวอักษร

          ภาษาพูดตระกูลไทย เป็นตระกูลภาษาเก่าแก่ตระกูลหนึ่งในภูมิภาคอุษาคเนย์โบราณ มีอายุไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว หลักฐานชัดเจนอยู่ในกลุ่มชนดั้งเดิมบริเวณมณฑลกวางสีที่เมืองจีน

          นอกจากพูดจาตามประสาชีวิตประจำวันแล้ว คนดึกดำบรรพ์ยุคแรกๆยังมีเรื่องราวบอกเล่าด้วยภาษาพูดปากต่อปากด้วย ถ้อยคำบอกเล่าเหล่านั้น ต่อมาเรียกกันว่านิทาน

          คำบอกเล่ายุคแรกๆไม่ยืดยาว มักมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ (ภายหลังต่อมาเรียกว่าประวัติ), อำนาจเหนือธรรมชาติ, พิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์, จนถึงวิถีชีวิตของโคตรตระกูล, ฯลฯ

          ผู้คนทั้งชุมชนเชื่อถือร่วมกันอย่างศรัทธาว่าคำบอกเล่าเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ใครจะละเมิดมิได้ จึงแสดงออกร่วมกันด้วยพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พิธีขอฝน เพราะมีคำบอกเล่าว่ามีแถอยู่บนฟ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มีอำนาจบันดาลให้เกิดฝนตกลงมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน

          มีคำบอกเล่าที่ส่อเค้าเก่าแก่มาก และอยู่ในความทรงจำของกลุ่มชนตระกูลไทยและลาว ที่มีหลักแหล่งบริเวณสองฝั่งโขง เช่น เรื่องแถน, เรื่องกำเนิดคนจากน้ำเต้าปุง, เรื่องหมาเก้าหาง, เรื่องพญาคันคาก, ฯลฯ

 

คำคล้องจอง

          ภาษาพูดในตระกูลไทย-ลาว มีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง คือคำคล้องจอง ที่จะมีพัฒนาการเป็นภาษาขับลำทำเพลง หรือเรียกง่ายๆว่าภาษาเพลงกับร้อยกรองต่อไปข้างหน้า

          ฉะนั้น ในคำบอกเล่าทั่วไปจึงมักมีคำคล้องจองสอดแทรกอยู่ด้วยเสมอ เพราะในขณะบอกเล่าเรื่องราวที่มีรายละเอียด จะมีบางตอนต้องเน้นต้องย้ำเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์กว่าตอนอื่น และเพื่อให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจหรือกระทบใจร่วมกันเป็นพิเศษ แล้วจดจำเป็นอาจิณตราบนานเท่านาน ตรงนี้แหละที่ ผู้เล่าเรื่องจะผูกเป็นคำคล้องจอง

          นานเข้า คำคล้องจองก็มีความสำคัญมากขึ้น เพราะในพิธีกรรมที่มีหมอเป็นหัวหน้า(คือ หมอผี หรือหมอพร หรือหมอขวัญ) ต้องท่องบ่นบอกเล่าความเป็นมาของเผ่าพันธุ์แก่โคตรตระกูลทั้งชุมชนเป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้งในพิธีเลี้ยงผี(บรรพบุรุษ) ซึ่งต้องสร้างพลังให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์เพื่อเข้าทรงร่วมกัน

          พิธีกรรมอย่างนี้มีขึ้นในโอกาสพิเศษ ย่อมต้องการสิ่งพิเศษ เช่น ภาษามีลีลา, สำนวน, โวหารพิเศษ ที่ต่างจากภาษาพูดในชีวิตประจำวัน

          นั่นก็คือเพิ่มคำคล้องจองเข้ามามากกว่าปกติ แล้วกำหนดทำนองเมื่อทำพิธีกรรมนั้น ทั้งสองอย่างนี้เกื้อหนุนกันอย่างกลมกลืน คือคำคล้องจองทำให้เกิดทำนองและ/หรือทำนองทำให้ต้องสร้างคำคล้องจองมากขึ้น

          ผลอีกอย่างหนึ่งคือช่วยให้จำได้ไม่ลืมถ้อยความ เพราะยังไม่มีตัวเขียน ยังไม่ได้จดเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องใช้ความจำเท่านั้น ต่อเมื่อมีตัวเขียนแล้วจึงจดไว้

 

อักษร ภาษา และวรรณคดีรุ่นแรก จากชมพูทวีป         

          ตัวอักษรจากอินเดีย(ชมพูทวีป)ที่แพร่เข้ามาถึงดินแดนอุษาคเนย์เป็นรุ่นแรกๆ เมื่อราวหลัง พ.ศ. 900 เรียกอักษรปัลลวะ (ตามชื่อราชวงศ์ปัลลวะ)ของทมิฬ อินเดียใต้

          อักษรชนิดนี้จะวิวัฒนาการต่อไปเป็นรูปอักษรที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือ อักษรทวารวดี, อักษรมอญ, อักษรขอม ส่งผลให้เกิดวิวัฒนาการหลังสุดเป็นอักษรไทย

          ภาษาและวรรณคดีรุ่นแรกๆจากชมพูทวีปที่พบในดินแดนประเทศไทย อยู่บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน คือ คาถา เย ธัมมา (จารึกบนแผ่นอิฐ พบที่บ้านท่าม่วง ต. จรเข้สามพัน อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) ที่หมายถึงคาถาหัวใจพุทธศาสนา แต่งเป็นร้อยกรองประเภทฉันท์ ใช้สวดในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา

          หลังจากนั้นก็แต่งยาวขึ้น หลักฐานฉันท์ขนาดยาวเก่าสุดที่พบขณะนี้เป็นวสันตดิลก แต่งด้วยภาษามคธ เมื่อ พ.ศ. 1304 อยู่ในจารึกเนินสระบัว (พบอยู่กับซากศาสนาสถานนอกเมืองมโหสถ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี)

          บทที่แต่งเป็นวสันตดิลกฉันท์ มีผู้สอบค้นได้ความว่ายกวรรณคดีของลังกาทวีป มารจนา แสดงว่ารับวรรณคดีลังกามาแต่ยุคแรกๆแล้ว

          วรรณคดีทางพุทธศาสนาชุดแรก ที่ชาวชมพูทวีปนำเข้ามาเผยแพร่ยังดินแดนสุวรรณภูมิในสยาม ยังมีพุทธประวัติ, ชาดก และพุทธศาสนานิทานด้วย เป็นรูปปูนปั้นรูปเล่าเรื่องหลายลักษณะ ซึ่งอาจเผยแพร่เข้ามาโดยอ่านคัมภีร์หรือจากคำบอกเล่าก็ได้ทั้งนั้น

          รูปเล่าเรื่องเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นรูปปูนปั้นประดับฐานสถูปเจดีย์ เช่น พบที่เมืองคูบัว อ. เมือง จ. ราชบุรี กับที่โคกไม้เดน อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์ แต่ชุดสำคัญพบที่เมืองนครชัยศรี อ. นครชัยศรี จ. นครปฐม เป็นต้น

          กับมีทั้งแท่งหินแกะสลักเป็นรูปเล่าเรื่องที่ภายหลังเรียกเสมาหิน พบทั่วไปในอีสาน เช่น แกะสลักรูปพุทธประวัติเล่าตอนพิมพาพิลาป (พบที่เมืองฟ้าแดดสงยาง อ. กมลาสัย จ. กาฬสินธุ์ ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น)

          รูปเล่าเรื่องชุดสำคัญ พบที่เมืองนครชัยศรี จ. นครปฐม เป็นรูปปูนปั้นนูนต่ำประดับฐานเจดีย์จุลประโทน อาจมีอายุเก่าถึงเรือน พ.ศ. 1000 ทำขึ้นเพื่อเล่าเรื่องในพุทธศาสนนิทาน มีหลายรูป เพราะเล่าหลายเรื่อง(ปัจจุบันรูปจำนวนหนึ่งอยู่ในพิพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครปฐม) เช่น ไมตระกันยกะ, สุปารคะ, กัจฉปะ, มหากปิ, ษัฑทันตะ(ฉัททันต์), ศยามกะ, หัสติง, ฯลฯ

 

มหาภารตะ-รามายณะ

          เมื่อชาวชมพูทวีปเดินทางเข้ามาถึงสุวรรณภูมิ พระภิกษุย่อมเทศนาชาดกและพุทธประวัติ เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา ส่วนพราหมณ์ไปถึงไหนมหากาพย์ 2 เรื่อง คือ มหาภารตะ กับรามายณะ ย่อมถึงที่นั่นด้วย

          ครั้นที่สุดชาวสยามก็รับเอารามายณะมายกย่องอย่างยิ่งใหญ่ในชื่อรามเกียรติ์ เป็นอุดมการณ์ทางการปกครองของราชอาณาจักร

          เหตุที่ทิ้งมหาภารตะ แล้วยกย่องรามายณะหรือรามเกียรติ์อย่างยิ่งใหญ่ ล้วนมีเงื่อนไขทางการเมืองการปกครอง รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมเกี่ยวข้องด้วย

 

ไตรภูมิ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีมาก่อน

          ความรู้เรื่องไตรภูมิก็เข้ามาในคราวแรกๆนี้ โดยสอดแทรกปะปนอยู่ทุกเรื่อง และควรเริ่มแพร่หลายอยู่ทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อน แล้วถึงขยายขึ้นไปทางลุ่มน้ำปิง จนเข้าสู่ลุ่มน้ำน่าน-ยม ในภายหลัง

          หนังสือเรื่องไตรภูมิโดยเฉพาะ อาจมีขึ้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาพร้อมๆกับการเขียนภาพเล่าเรื่องลงบนสมุดข่อยครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่พบหลักฐานเป็นเล่มต่างหากออกไป สมัยหลังต่อมาจึงพบฉบับจารลงใบลานเมื่อครั้งกรุงธนบุรี แต่อ้างว่าพญาลิไท แต่ง

 

คำบอกเล่าเก่าแก่สุดเรื่องหนึ่ง เห็นได้จากภาพเขียนสีรูปคนทำท่าเป็นกบ และตีมโหระทึก ประกอบพิธีกรรมบูชายัญหมาเก้าหางศักดิ์สิทธิ์ ที่ผาลายริมแม่น้ำ ในมณฑลกวางสี ทางตอนใต้ของจีน ที่มีคนพูดภาษาตระกูลไทย-ลาว เก่าที่สุดตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว

ภาพปูนปั้นพุทธศาสนนิทาน เรื่องพระยาช้าง(หัสติง) ที่ฐานด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเจดีย์จุลประโทน อ. เมือง จ. นครปฐม (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ. นครปฐม)

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);