มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2555

 

          โขน เป็นเครื่องราชูปโภค คือเครื่องใช้สอยในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของพระราชามาแต่แรกเริ่ม โขนจึงมีกำเนิดไม่ใช่การแสดงเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ของสามัญชน

          ละคร เป็นของชาวบ้านมาก่อน แต่ภายหลังถูกกลืนเป็นละครในวังของหลวง แล้วเอาเครื่องโขนมาแต่งละครเล่นรามเกียรติ์เป็นเรื่องปางนารายณ์สำหรับแผ่นดิน

          ทั้งโขนและละครถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์มาแต่ครั้งกรุงเก่า เมื่อสังคมเปลี่ยนไปความศักดิ์สิทธิ์ก็ลดลงเรื่อยๆจนกรุงแตก

          ครั้นถึงกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงแรกๆ ความศักดิ์สิทธิ์ลดลงจากเดิม  แต่ก็ไม่หมด ดังกลอนพระราชปรารภของ ร.1 ท้ายเล่มพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ว่า “ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด” เพราะ “ทรงเพียรตามเรื่องนิยายไสย ฉะนั้น “ใครฟังอย่าได้ใหลหลง จงปลงอนิจจังสังขาร์”

          ด้วยเหตุนี้เอง ร.2 จึงทรงปรับปรุงโขนที่ลดความศักดิ์สิทธิ์ลงมาให้มีสิ่งใหม่เพิ่มขึ้น เช่น มีหัวโขน, มีบทพากย์, มีเพลงปี่พาทย์ไม้แข็งประโคม, ฯลฯ

 

ละครปรับตัวตามตะวันตก

          หลัง พ.ศ. 2400 ตั้งแต่ ร.4-5 เป็นต้นไป การแสดงแบบตะวันตกส่งอิทธิพลแพร่หลายในกรุงเทพฯ ส่งผลให้นาฏศิลป์และดนตรีที่เป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์มาแต่ก่อน ต้องปรับตัวขนานใหญ่เป็นการแสดงเพื่อบันเทิงเริงรมย์อย่างเดียว สนองความต้องการของคนชั้นสูง แล้วเก็บเงินค่าเข้าชมอย่างฝรั่ง

          มีโรงละคร “วิก” แห่งแรก ชื่อปรินซ์เทียเตอร์ ของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง(เพ็ง เพ็ญกุล) อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าเตียน

          แล้วมีโรงละครปรีดาลัย ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ อยู่แพร่งนรา ถนนตะนาว (ใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือ) กทม.

 

โขนกลายเป็นละคร

          โขนต้องโน้มเข้าผสมกับละครด้วยความจำเป็น และเพื่อเอาใจคนดูที่เป็นคนชั้นสูง

          ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายว่า พอถึงรัชกาลที่ 5 เจ้าพระยาเทเวศน์ วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) ได้เข้าบัญชาการกรมมหรสพและได้ฟื้นฟูโขนหลวงขึ้น  ในตอนนั้นครูโขนหลวงที่เป็นผู้ชายได้แก่เฒ่าร่วงโรยไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ครูละครในซึ่งเชี่ยวชาญการแสดงเรื่องรามเกียรติ์ อันเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จ        พระพุทธเลิศหล้านภาลัย และการแสดงละครในนั้นก็มีการฝึกท่ายักษ์ท่าลิงและมีการใช้หน้าพาทย์ต่างๆ เช่นเดียวกับการแสดงโขน

          เจ้าพระยาเทเวศน์ฯ จึงได้หาครูละครในผู้หญิง ซึ่งยังเหลืออยู่นั้นมาหัดโขนซึ่งเป็นผู้ชาย แต่ครูละครในเหล่านั้นนอกจากจะมาหัดท่ารำหน้าพาทย์และท่ารำอื่นๆให้แก่โขนหลวงแล้ว ก็ยังได้นำอิทธิพลของละครในมาสู่โขนเป็นอย่างมาก

          ที่สำคัญคือ ให้ตัวพระตัวนางหรือเทวดาเปิดหน้าโขนออก แล้วผัดหน้าเหมือนละคร การแสดงโขนตั้งแต่นั้นมาก็มีแบบแผน และวิธีการของละครในเข้ามาแทรก

          “การแสดงโขนในปัจจุบันนั้นมีส่วนเป็นการแสดงละครในอยู่มากกว่าการแสดงโขนอย่างแท้จริง เพราะการดำเนินเรื่องรามเกียรติ์นั้นใช้ร้องโดยด้นเสียงและมีตัวรำโดยตลอด จะคงมีพากย์หรือเจรจาบ้างก็เป็นครั้งคราวเพื่อรักษาเอกลักษณ์ไว้ให้รู้ว่าเป็นโขนเท่านั้น”

          แต่ถึงกระนั้นสามัญชนก็ไม่นิยมดูโขนละครของคนชั้นสูง

 

ลิเกของสามัญชน

          โขนละครเป็นการแสดงของราชสำนักที่คนดูเกือบทั้งหมดเป็นคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ

          สามัญชนจะได้ดูโขนละครก็เฉพาะในงานบุญและงานศพ แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงมีเล่นในบางเทศกาลที่ท้องสนามหลวง

          แต่สามัญชนส่วนมากไม่ชอบโขนละคร จึงมีผู้สร้างการแสดงอย่างใหม่ขึ้นมาเลียนแบบละคร เรียกว่า ลิเก โดยแต่งให้เพี้ยนจากละคร แล้วรับเครื่องแต่งตัวบางอย่างของฝรั่งมาใส่ให้ถูกใจสามัญชน

          ลิเก เป็นการแสดงอย่าง“ลูกผสม” คือรวมเข้าด้วยกันจากบรรดาการละเล่นหลายๆอย่างของสามัญชนชาวสยาม กับที่รับจากนานาชาติ โดยเฉพาะมุสลิม ปัตตานี นับเป็นการแสดง“แหกคอก”จากละคร

          ลิเกอย่างที่แสดงทุกวันนี้แรกมีมาตั้งแต่สมัย ร.5 ราว พ.ศ. 2440 เล่นในโรงลิเกแห่งแรกอยู่ตรอกพระยาเพชร ป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร ตรงข้ามวัดราชนัดดา กรุงเทพฯ

          ปี่พาทย์ลิเก เลียนแบบละครหลวง แต่ตัดเพลงให้สั้นตามต้องการ ไม่มีกำหนดตายตัว แล้วสร้างทำนองรับร้องอย่างใหม่ขึ้นใช้งาน เลยเรียกเฉพาะว่า“ปี่พาทย์ลิเก” จะเป็นต้นแบบให้เพลงลูกทุ่งต่อไป

 

เครื่องประดับพระนคร

          หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โขนละครหลวงกรมมหรสพ ย้ายไปสังกัดกรมศิลปากรที่รัฐบาลตั้งขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2477

          นับแต่นี้ไปจะมีละครปลุกใจรักชาติ โดยหลวงวิจิตรวาทการ เช่น เลือดสุพรรณ (พ.ศ. 2479)

          ครั้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โขนละครตามประเพณีดั้งเดิมก็ทรุดโทรม เพราะมีมหรสพทันสมัยอย่างใหม่ๆจากตะวันตกมาทดแทน และโขนละครไม่ปรับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

          โขนละครทุกวันนี้มีไว้เป็นเครื่องประดับสำหรับพระนครของคนชั้นสูงเท่านั้น เพราะสามัญชนคนทั่วไปเห็นว่าพ้นสมัย ไม่ชอบดู

          ทางราชการพยายามโน้มน้าวชักชวนให้คนทั่วไปดูโขนละคร แต่คนส่วนมากก็ไม่ดูอยู่นั่นเอง

 

บรรยากาศหน้าโรงลิเก (วิก)พระยาเพชรปาณี ชานกำแพงพระนคร ตรงข้ามวัดราชนัดดา กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพโปสการ์ดของ สินชัย เลิศโกวิทย์)

(ซ้าย) โรงละครปรินซ์เทียเตอร์ ของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (หลังที่ทาสีขาว) เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆในสมัย(ปลาย)รัชกาลที่ 4 ส่วนหลังด้านข้างๆ(ทางขวามือ) เป็นโรงละครหลังเก่า (ภาพจากหนังสือ ภาพมุมกว้างของกรุงเทพมหานครในสมยรัชกาลที่ 4 : การค้นพบใหม่. พิพัฒน์ พงศ์รพีพร. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2544) (ขวา) การแสดงภายในโรงละครปรินซ์เทียเตอร์ของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) มีอิทธิพลฝรั่งอย่างทันสมัยที่สุดในยุคนั้น

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);