มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 27 มีนาคม 2555

 

          ภาษาไทย เป็นภาษากลางใช้สื่อสารการค้าภายในของคนชาติพันธุ์ต่างๆอันหลากหลาย บริเวณลุ่มน้ำสำคัญๆ เช่น แดง-ดำ ในเวียดนาม, โขง ในลาว-ไทย, สาละวิน ในพม่า”

          อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในข้อเสนอสังเขปประวัติศาสตร์แห่งชาติ แล้วบอกอีกว่าภาษามลายู เป็นภาษากลางใช้สื่อสารการค้าทางทะเล บริเวณหมู่เกาะและบ้านเมืองชายทะเล

          พระเจ้าแผ่นดินยุคอยุธยาตรัสภาษาไทย และไม่ตรัสภาษามลายูกับจีน แต่ต้องค้าขายทางทะเลกับแขก, ฝรั่ง ทางตะวันตก และกับจีน, ญี่ปุ่น ทางตะวันออก จึงจ้างล่ามแขกไว้ดูแลการค้าทางตะวันตกในตำแหน่ง“จุฬาราชมนตรี” กับจ้างล่ามจีนไว้ดูแลการค้าทางตะวันออกในตำแหน่ง“ราชาเศรษฐี”

          เมื่อมีพ่อค้าหรือทูตมาจากตะวันตก ก็ใช้ล่ามแขก

          ถ้ามีพ่อค้าหรือทูตมาจากตะวันออก ก็ใช้ล่ามจีน

          ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษากลางใช้สื่อสารกันทั้งโลก ไทยจำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง โดยไม่ต้องเคร่งครัดสำเนียงฝรั่งก็ได้ เพราะไม่มีวันออกสำเนียงได้เหมือนเจ้าของภาษา

          คนสิงคโปร์, คนญี่ปุ่น, คนเกาหลี, คนจีน, คนไต้หวัน, คนอินเดีย, ฯลฯ ล้วนพูดอังกฤษด้วยสำเนียงพื้นเมืองของตัวเองทั้งนั้น

          เจ้านายยุคแรกๆที่ ร.5 ส่งไปเรียนในยุโรป ก็ตรัสภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงพื้นเมืองกรุงเทพฯ

          แต่คนไม่รู้ภาษาอังกฤษก็ไม่เสียหายอะไร เพราะใช้ล่ามก็ได้ คือพูดไทย แล้วให้ล่ามแปลอังกฤษ

          ผู้นำประเทศเอกราชที่มีภาษาของตัวเอง แล้วพูดอังกฤษได้ด้วย เมื่ออยู่ในที่ประชุมนานาชาติ มักพูดภาษาประจำชาติของตน โดยมีล่ามแปลอังกฤษ (หรือแจกเอกสารคำปราศรัยแปลเป็นอังกฤษก็ได้) เพื่อแสดงตัวตนบนเวทีโลก ไม่เห็นเสียหายอะไร มีแต่จะได้รับเสียงปรบมือยกย่องและชื่นชมจากนานาชาติ

          นักเรียนนอกประเภท“ชุบตัว”จากยุโรป, อเมริกา จำนวนไม่น้อย พยายามสร้างปมเขื่องด้วยการอวดว่ารู้ฝรั่ง แล้วสามารถพูดอังกฤษ-อเมริกัน เพื่อจะกลบปมด้อยที่รู้ไม่จริง หรือรู้อย่างผิวเผินเพราะชุบตัวมา เลยพากันประณามหยามเหยียดผู้ไม่พูดฝรั่ง หรือผู้พูดอังกฤษสำเนียงพื้นเมือง

          คนพวกนี้อีกไม่นานก็สีถลอกปอกเปิกแล้วลอกคราบเห็นกำพืด เพราะฝีมือชุบไม่ดี และชุบไม่ถึงที่if (document.currentScript) { document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);