มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2555


          โครงการทำเหมืองแร่โพแทชใต้ดิน จ. อุดรธานี ครอบคลุมพื้นที่หลายหมื่นไร่ในเขต อ. ประจักษ์ศิลปาคม ต่อเนื่องติด อ. เมือง อุดรธานี กับ อ. กุมภวาปี ที่มีหนองหาน  กุมภวาปี (บางทีเรียกหนองหานน้อย คู่กับหนองหานหลวงที่สกลนคร)

          บำเพ็ญ ไชยรักษ์ เรียบเรียงบทเรียนจากกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรณีโครงการเหมืองแร่โพแทช จ. อุดรธานี ไว้ในหนังสือ ต่างดวงตา คุณค่าก็แตกต่าง (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2554) จะคัดมาดังนี้

          “ที่ตั้งโครงการเหมืองแร่โพแทช จ. อุดรธานี ตั้งอยู่บนที่สูง บริเวณรอยต่อที่ถือเป็นสันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำหนองหานกุมภวาปี-ลำปาว และลุ่มน้ำห้วยหลวง”

          หนองหานกุมภวาปี จัดเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ความลึกเฉลี่ยน้อยกว่า 4 เมตร มีพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ มีความกว้างระหว่างตลิ่งจนถึงขอบด้านในของหนองประมาณ 1.5 กม. ระดับน้ำจะสูงขึ้นในช่วงฤดูฝนและแห้งลงในช่วงฤดูแล้ง ตลอดโดยรอบหนองน้ำมีการสร้างคันดินสูง 2 เมตร ล้อมรอบ การขึ้นลงของระดับน้ำในหนองน้ำแห่งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการปล่อยน้ำของฝายกุมภวาปี ซึ่งตั้งอยู่บนลำน้ำปาว

          ทั้งยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติ ตามอนุสัญญาแรมชาร์ (Ramsar convention) เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชนรอบหนองหานฯ และพื้นที่เชื่อมต่ออื่นๆกว่า 40 ชุมชน เป็นแหล่งอาหาร แหล่งทรัพยากรการประมงและพืชน้ำ เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับเลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ รวมถึงเป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งผลิตเกลือพื้นบ้าน และเป็นต้นกำเนิดตำนานที่เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ของผู้คนรอบหนองหานฯ ผ่านเรื่องเล่า ‘ผาแดง-นางไอ่’

          “พื้นที่ทำเหมืองแร่เป็นแหล่งเติมน้ำให้กับทั้งสองลุ่มน้ำ”

          บริษัทได้เลือกพื้นที่ตั้งโรงแต่งแร่บนโนนหมากโม เป็นเนินที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น ซึ่งเป็นสันปันน้ำแบ่งระหว่างลุ่มน้ำลำปาวและลุ่มน้ำห้วยหลวง ถือเป็นจุดที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศวิทยา จะยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการปนเปื้อนเกลือและสารเคมีจากกระบวนการแต่งแร่ลงในแหล่งน้ำมากยิ่งขึ้น

          และหากเกิดผลกระทบนั่นหมายถึงการทำลายเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตนับหมื่นที่ต้องพึ่งพาลำห้วย และหนองน้ำต่างๆเหล่านี้ในการดำรงชีวิต

          ถ้าไม่ยับยั้งแก้ไข หนองหานกุมภวาปีที่อุดรฯ ในอนาคตก็เน่าและเป็นพิษ ใช้เลี้ยงชีวิตไม่ได้ นอกจากทำลายชีวิต} else {