มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2555

 

          ประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา ต้องเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม เช่น วันมาฆบูชา

          เศรษฐกิจการตลาดกับการเมืองประชานิยมของยุคปัจจุบัน ทำให้มาฆบูชาเป็นวันที่คนชั้นกลางแสดงตัวด้วยดราม่าว่าเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา

          ขณะเดียวกันก็กำลังโน้มไปทาง “มาฆบูชา มหกรรมทรมานสาธุชนชาวบ้าน” เพราะอย่างน้อยมีงาน 3 วัน แต่บางจังหวัดจัดเต็มจัดหนักนานถึง 9 วัน โคตรทรมาน โดยมีกิจกรรมเกณฑ์ชาวบ้าน ดังนี้

          แสง สี เสียง เป็นการแสดงที่ขาดมิได้ แม้จะลงทุนมหาศาล แล้วได้ไม่คุ้มเสีย (ยกเว้นคนจัดได้เงินทอน) เพราะต้องจ้างออร์แกไนเซอร์มาจัดการ แต่เป็นโอกาสที่คนชั้นกลางได้ขึ้นเวที“ดราม่า”แสดงตัวต่อสาธุชนชาวบ้าน ที่ต้องถูกเกณฑ์ไปนั่งดูอย่างทรมานแสนสาหัส เพราะเป็นการแสดงที่ทุเรศทุรังที่สุดในโลก

          ชุดขาว บางจังหวัดเกณฑ์ราษฎรให้จ่ายเงินเองซื้อชุดขาวแล้วแต่งชุดขาวทั้งบ้านทั้งเมืองตลอดวันงาน 9 วัน ถ้าราษฎรทำตามก็แสดงให้เห็นศักยภาพของเจ้าเมือง ซึ่งต้องได้ความดีความชอบ ใครไม่ทำก็ถูกตำหนิติเตียนกล่าวหาเป็น“ปอบ”? เพราะไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ออกคำสั่ง

          อันที่จริงมาฆบูชา หมายถึงการบูชาใหญ่ในวันเพ็ญ เดือน 3 ในโอกาสคล้ายวันประชุมใหญ่แห่งพระสาวก ซึ่งเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ณ พระเวฬุวันหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว 9 เดือน ที่พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ (การปลงพระชนมายุสังขาร ก็ตรงในวันนี้) (คัดจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ฯ ของ พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2551 หน้า 312)

          ประเพณีพิธีกรรมแต่เดิม ไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดตอนเช้า-กลางวัน ตกกลางคืนมีเวียนเทียนตอนหัวค่ำเท่านั้น วันเดียวจบ อย่างเรียบง่ายและไม่สิ้นเปลืองทั้งเงินทองและเวลา

          แต่อำนาจราชการไทยทำลาย“คุณค่า“วันมาฆบูชา โดยดราม่าแสดงตัวเลื่อมใสในพุทธศาสนา ด้วยความโลภใน“มูลค่า”