มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555

 

          หัวโขน ใส่แทนหน้ากาก(ที่มีมาแต่ดั้งเดิม) น่าจะมีขึ้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ราวแผ่นดิน ร.1-3 โดยเฉพาะช่วง ร.2 มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการช่างและการละเล่นหลายอย่าง

          ต้นแบบหัวโขน มาจากไหน? ไม่พบหลักฐานตรงๆ

          แต่น่าเชื่อว่าจะมาจากหัวหุ่น(บางทีเรียกหน้าหุ่น) ที่ ร.2 ทรงแกะไม้รักหน้าสวมชฎาด้วยฝีพระหัตถ์ เป็นพระยารักใหญ่ กับ พระยารักน้อย ซึ่ง“งามไม่มีหน้าพระอื่นเสมอสอง” (สมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศ ทูลถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2458 ในสาส์นสมเด็จ เล่ม 1)

          ร.2 ทรงมีฝีพระหัตถ์ชำนาญในทางช่างแกะและปั้นหุ่น จึงเชื่อกันว่าทรงแกะไม้บานประตูวิหารวัดสุทัศน์(ร่วมกับกรมหมื่นจิตรภักดี), ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระประธานในอุโบสถวัดอรุณฯ, ฯลฯ

          แล้วโปรดให้ระดมช่างมีฝีมือสร้างหุ่นหลวงขึ้นใหม่ ส่วนมากเป็นเรื่องรามเกียรติ์ มีผู้อธิบายว่าในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีทั้งหุ่นหลวงทำด้วยไม้ และทำด้วยกระดาษกลวงแบบหัวโขน

 

ช่างทำหัวโขน

          ตั้งแต่ ร.1-3 มีช่างฝีมือดีสืบมาแต่ครั้งกรุงเก่าหลายคน ช่างฝีมือดีเหล่านี้บางคนทำหัวโขน(แต่ก่อนเรียก หน้าโขน, หน้าหุ่น) แต่คนสำคัญหลายคนชื่อมีคำว่า“เทพ”อยู่ด้วย

          สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีลายพระหัตถ์(วันที่ 6 มีนาคม 2458) อธิบายเรื่องช่างหัวโขนฝีมือดีถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ(ตำราสร้างพระพุทธรูป พิมพ์อยู่ใน ประชุมหนังสือเก่า ภาค 2 หม่อมเจ้าปิยภักดีนาถ พิมพ์แจกเมื่อ พ.ศ. 2459, กรมศิลปากรรวมพิมพ์ใหม่ทั้งภาค1-2 เมื่อ พ.ศ. 2552) ดังนี้

          “เทพที่ฝีมือดีมีชื่อเสียงได้ยินมาถึงสามคนคือ

          (1) เทพยนต์ ตำแหน่งเจ้ากรมช่างหุ่นที่ปั้นยักษ์ยืนน่าหอพระธาตุมณเฑียร กับน่าโขนน่าหุ่นเปนอันมาก แต่ชื่อเดิมจะชื่อไรไม่ทราบ แลจะเปนขุนฤๅเปนหลวงก็ไม่ทราบ เรียกกันด้วนๆอยู่ดังนั้น ชำนาญปั้นลิงกับยักษ์ดุ มีน่าพิราบเปนพื้น ฝีมือซึ่งมีเหลืออยู่เปนสิ่งที่ทำในรัชกาลที่ 2 ทั้งสิ้น เห็นจะไม่ได้มีชีวิตรอยู่จนถึงรัชกาลที่ 3

          (2) หลวงเทพ เรียกกันสั้นเท่านี้ เห็นจะเปนหลวงเทพรจนา แลชื่อเดิมจะชื่อไร ก็ไม่ทราบอิก เปนคนมีฝีมือดีอย่างยิ่ง ปั้นดีทั้งพระทั้งลิงทั้งยักษ์ ฝีมือมีปรากฏอยู่ที่ประตูพระระเบียงวิหารวัดพระเชตุพน คือยักษ์ดีบุก 2 คู่ กับน่าโขนตกอยู่ตามบ้านอิกบ้าง มักเปนน่าขนาดเล็กสำหรับสรวมผู้หญิงเสียมาก กาลก่อนนั้นลครผู้หญิงมีแต่ลครหลวง แต่ในรัชกาลที่ 3 ขาดจึงทำให้คาดได้ ว่าหลวงเทพคนนี้ ได้มีชื่อเสียงมาแต่รัชกาลที่ 2 ตลอดถึงรัชกาลที่ 3 จนเวลาปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ

          (3) หลวงเทพอีกคนหนึ่ง ที่ปั้นยักษ์วัดอรุณคู่ที่พังเสียแล้ว เรียกว่าหลวงเทพกัน มีชื่อเดิมติด”

เป็นพยานว่าหัวโขนจะเริ่มมีพัฒนาการ แล้วสร้างสรรค์ต่อเนื่องจนลงตัวสมบูรณ์แบบในรัชกาลหลังๆ

 

กระฎุมพี

          หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ราวปลายแผ่นดินพระเจ้าตาก และหลังอังกฤษยึดครองอินเดียกับลังกา การค้าโลกมั่งคั่งกว้างขวาง ทำให้คนชั้นกระฎุมพีมีจำนวนมากขึ้นในสยาม แล้วมีพลังผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ เช่น “ดนตรีเพื่อฟัง”ตามแบบตะวันตก

          กระฎุมพี หมายถึง คนมั่งมีที่เป็นศักดินาหรือสามัญชน แต่สร้างฐานะจนร่ำรวยจากเศรษฐกิจแบบส่งออก หรือการค้าต่างประเทศ นิยมบริโภควัฒนธรรมตะวันตก บางทีเป็นคำเรียกนายทุนสมัยใหม่ที่เป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงปัญญาชนนักเรียนนอกว่าเป็นกระฎุมพี ตรงกับภาษาอังกฤษว่า bourgeois (สรุปจากหนังสือ ปากไก่และใบเรือ, สุนทรภู่มหากวีกระฎุมพี ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์)

          กรุงรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ครองราชย์ พ.ศ. 2352-2367) บ้านเมืองว่างศึกกสงคราม ทำให้เศรษฐกิจแบบส่งออก(หรือการค้าต่างประเทศ) ที่มีพัฒนาการก้าวหน้ามาแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาราวหลัง พ.ศ. 2200 เติบโตก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม เป็นเหตุให้คนชั้นนำในระบบ ศักดินาปรับเปลี่ยนตนเองเป็นกระฎุมพีมากขึ้น แล้วผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านดนตรีและนาฏศิลป์

 

เครื่องดนตรี

          กระฎุมพีสยาม ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ราว ร.1-3 พัฒนาเครื่องดนตรีในวัฒนธรรมกระฎุมพีเข้าสู่ “ดนตรีเพื่อฟัง”         

          ระนาดเอก เปลี่ยนลูกระนาดจากไม้ไผ่บง(ไผ่ตง) เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัง, ไม้มะริด, ฯลฯ แล้วเรียกว่าระนาดเอก พร้อมกันนั้นก็เปลี่ยนไม้ตีให้แข็งขึ้น เรียกไม้แข็ง ทำให้ตีดังขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิมสืบจนทุกวันนี้

          ระนาดทุ้ม ระนาดที่มีลูกระนาดเป็นไม้ไผ่บง(ทำหน้าที่ระนาดเอก)มาแต่ยุคก่อนๆ ลดฐานะความสำคัญเป็นระนาดทุ้ม หรือระนาดรองจากระนาดเอก

          เมื่อเปลี่ยนบทบาทหน้าที่เป็นระนาดทุ้มก็ต้องสร้างสรรค์วิธีบรรเลงให้ต่างจากเดิม เช่น ตีแบบสนุกคะนอง ดักหน้าไล่หลังอย่างเสรี แต่มีลูกเล่นชั้นเชิงโชกโชน

          ปี่พาทย์เพื่อฟัง จากนั้นก็สร้างฆ้องวงเล็กขึ้นมาคู่กับฆ้องวงใหญ่ ที่มีมาแต่เดิม เพื่อให้สอดคล้องระนาดเอกกับระนาดทุ้ม ทำให้เรียกชื่อวงดนตรีที่ขยายเครื่องมือเพิ่มขึ้นว่า ปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะมีระนาดเอกและฆ้องวงอย่างละคู่

          หลังจากนั้นก็สร้างสรรค์เครื่องตีปี่พาทย์เพิ่มขึ้น เช่น ระนาดเหล็ก, ฯลฯ โดยได้แบบจากกาเลมันของชวา(อินโดนีเซีย) ทำให้วงปี่พาทย์ขนาดใหญ่ขึ้น แล้วเรียกชื่อวงต่างๆกันตามขนาด หรือจำนวนเครื่องดนตรี

          ปี่พาทย์เสภา แรกมีในสมัยรัชกาลที่ 2 ดังกลอนว่า

          มื่อครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ            เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่

          ครั้นถึงพระองค์ผู้ทรงชัย                   ก็เกิดมีขึ้นในอยุธยา

          ก่อนแผ่นดินรัชกาลที่ 2 เสภาขับมีเครื่องดนตรีอย่างเดียวคือกรับ(อาจมีอย่างอื่นประกอบอีกก็ได้ แต่ไม่นิยม) คนขับเสภาต้องตีกรับ หรือขยับกรับทั้งสองมือข้างละคู่ไปพร้อมกันตามจังหวะลีลาของเนื้อหาเสภานั้นๆ เรียกไม้ เช่น บทรัก เรียกไม้รัก, เป็นต้น ขับอย่างนี้ตั้งแต่หัวค่ำถึงสว่าง

          เมื่อปี่พาทย์รับ เท่ากับคนขับเสภาได้พักเหนื่อยให้ปี่พาทย์บรรเลงจนจบเพลง แล้วหยุดให้คนขับเสภาร้องเป็นทำนองต่างๆ หรือขับดำเนินเรื่องต่อไป สลับกันอย่างนี้จนจบเรื่องเสภาจะเป็นต้นแบบให้เกิดเพลงเถาต่อไป

 

หัวหุ่นหลวงพระรามและ พระลักษมณ์ ร.2 ทรงแกะจากไม้รัก เรียกว่า “พระยารักใหญ่” และ “พระยารักน้อย” ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ภาพโดย นายยุทธวรากร แสงอร่าม)

พระราม-พระลักษมณ์ สวมหัวโขนตามแบบโบราณ (ภาพจากหนังสือโขน อัจฉริยลักษณ์แห่งนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2552)

} else {d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);