มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555

 

          โขนของไทย มีกำเนิดเป็นของผู้ชายเล่นในราชสำนักยุคต้นอยุธยา เช่น พวกตำรวจและมหาดเล็ก

          เล่นรามเกียรติ์เรื่องเดียว ไม่เล่นเรื่องอื่น แล้วเล่นในสนามกลางแจ้ง มีฉากเดียวคือยกรบ ใช้พากย์และเจรจาเท่านั้น ไม่มีร้อง จึงไม่มีผู้หญิงเล่น เพราะไม่มีบทนางสีดา มีแต่บททศกัณฐ์, พระราม, พระลักษมณ์, หนุมาน, และทหารสองฝ่าย

          ถ้าเล่นในโรงไม่เรียกโขน แต่เรียกละคร และมีบทร้อง กับมีผู้หญิงเล่นเป็นนางสีดา

 

โขนเป็นของผู้ชาย

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระอธิบายว่าโขนเป็นของผู้ชายเล่นไว้ในหนังสือตำนานเรื่องละครอิเหนา(พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2464) ดังต่อไปนี้

          “โขนในประเทศนี้ มีเค้ามูลอยู่ในกฎมณเฑียรบาลตอนตำราพระราชพิธีอินทราภิเษก—–”

          “ลักษณาการที่ทำในพระราชพิธีอินทราภิเษก—–ก็คือการเล่นแสดงตำนานในไสยศาสตร์เพื่อแสวงสวัสดิมงคล มาแต่มูลเหตุอันเดียวกันกับที่เล่นโขนเรื่องรามเกียรติ์”

          “บางทีที่เกิดมีกรมโขนขึ้นก็จะมาแต่การเล่นดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษกนี้เอง—–”

          “จึงเป็นเหตุให้ฝึกหัดโขนหลวงขึ้นไว้สำหรับเล่นในการพระราชพิธี และเอามหาดเล็กหลวงมาหัดเป็นโขนตามแบบแผนซึ่งมีอยู่ในตำราพระราชพิธีอินทราภิเษก เพราะเป็นลูกผู้ดีฉลาดเฉลียว ฝึกหัดเข้าใจง่าย ใครได้เลือกก็ยินดีเสมอได้รับความยกย่องอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงได้เป็นประเพณีสืบมาจนชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ที่พวกโขนหลวงนับอยู่ในผู้ดีที่เป็นมหาดเล็ก  จนถึงมีบุตรหลานข้าราชการไปฝึกหัด ดังเช่นเล่ากันมาว่าพระเจ้าเชียงใหม่กาวิโลรสสุริยวงศ์ได้เคยเป็นตัวอินทรชิต เมื่อเป็นมหาดเล็กหลวงอยู่ในรัชกาลที่ 1 นั้นเป็นต้น”

          “โขนเป็นการเล่นของผู้ดีมีบรรดาศักดิ์เล่นในพระราชพิธี—–”

          “โขนก็ดี—–ชั้นเดิมเป็นของผู้ชายเล่น”

          “การฝึกหัดโขนนั้นทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดคล่องแคล่วว่องไวในกระบวนรบพุ่ง เป็นประโยชน์ไปจนถึงการต่อสู้ข้าศึก จึงพระราชทานอนุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองหัดโขนได้ไม่ห้ามปรามดังแต่แรก ด้วยเห็นเป็นประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่แต่ก่อนใครมีสมพลบ่าวไพร่มากจึงมักหัดโขนขึ้นสำหรับประดับเกียรติยศ”

 

โขนละครปนกัน

          ละครเป็นการละเล่นร้องเองรำเองและทำเพลงรวมเข้าด้วยกัน

          โขนเป็นการละเล่นรำเต้นที่ไม่มีบทร้องแต่ใช้คนพากย์และเจรจาแทน เพราะตัวโขนร้องเองไม่ได้เนื่องจากใส่หน้าโขนปิดปากไว้

          โขนอยู่ในราชสำนักมาแต่กำเนิด แต่ละครมีพัฒนาการมาจากการละเล่นของชาวบ้าน ต่อมาชนชั้นสูงจึงยอมรับเข้าไปอยู่ในราชสำนัก

          เมื่อละครเข้าสู่ราชสำนักแล้ว โขนกับละครจึงใกล้ชิดกันมากขึ้นจนกระทั่งต่างโน้มเข้าหากัน

          โขนรับแบบแผนร้องและรำจากละครไปใช้ ต่อมาโขนจึงไม่พากย์และเจรจาล้วนๆ เหมือนหนัง แต่จะมีบทร้องอย่างละครแทรกสลับการพากย์และเจรจาเป็นระยะๆ แล้วปรุงท่ารำให้ประณีตอย่างละคร

          นอกจากนั้นโขนยังรับมุขตลกของละครไปด้วย ทำให้มีตลกโขนและโขนชุดตลกสอดแทรกในการเล่นโขน

          นอกจากโขนจะรับแบบแผนละครดังกล่าวมาแล้ว ละครก็รับเรื่องรามเกียรติ์และการแต่งกายจากโขน ทำให้สมัยกรุงศรีอยุธยามีบทละครเรื่องรามเกียรติ์และมีเล่นละครเรื่องรามเกียรติ์ด้วย แล้วถือเป็นประเพณีสืบมาถึงสมัยกรุงธนบุรีและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้มีพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ประจำรัชกาล

          เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโขนกับละครในสมัยต่อๆมานั้น หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช (นาฏศิลป์ไทย ธนาคารกรุงเทพ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526) อธิบายไว้ว่า

          “โขนที่ถือว่าเป็นแบบฉบับได้นั้นก็คือโขนหลวงซึ่งมีมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดการมหรสพต่างๆ ทรงเห็นว่าเป็นการละเล่นที่ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและผิดหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นการบำรุงบำเรอตนเองจนเกินกว่าเหตุ โขนหลวงจึงร่วงโรยไปพักหนึ่งตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ลงมา

          พอถึงรัชกาลที่ 5 เจ้าพระยาเทเวศน์ วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) ได้เข้าบัญชาการกรมมหรสพและได้ฟื้นฟูโขนหลวงขึ้น ในตอนนั้นครูโขนหลวงที่เป็นผู้ชายได้แก่เฒ่าร่วงโรยไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ครูละครในซึ่งเชี่ยวชาญในการแสดงเรื่องรามเกียรติ์ อันเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และการแสดงละครในนั้นก็มีการฝึกท่ายักษ์ท่าลิงและมีการใช้หน้าพาทย์ต่างๆ เช่นเดียวกับการแสดงโขน

          เจ้าพระยาเทเวศน์ฯ จึงได้หาครูละครในผู้หญิง ซึ่งยังเหลืออยู่นั้นมาหัดโขนซึ่งเป็นผู้ชายตามลักษณะของโขนขึ้น แต่ครูละครในเหล่านั้นนอกจากจะมาหัดท่ารำหน้าพาทย์และท่ารำอื่นๆให้แก่โขนหลวงแล้ว ก็ยังได้นำอิทธิพลของละครในมาสู่โขนเป็นอย่างมาก เช่น เกิดมีการรำใช้บทเช่นเดียวกับละครในขึ้น ตัวพระและตัวนางของโขน ก็ต้องหัดรำแบบละครใน คือเริ่มต้นด้วยเพลงช้า เพลงเร็ว นอกจากนั้นก็ยังรับประเพณีและวิธีการของละครในเข้ามาอีกมาก ตลอดจนให้ตัวพระตัวนางหรือเทวดาเปิดหน้าโขนออก แล้วผัดหน้าเหมือนละคร

          การแสดงโขนตั้งแต่นั้นมาก็มีแบบแผน และวิธีการของละครในเข้ามาแทรก

          อาจกล่าวได้ว่าการแสดงโขนในปัจจุบันนั้นมีส่วนเป็นการแสดงละครในอยู่มากกว่าการแสดงโขนอย่างแท้จริง เพราะการดำเนินเรื่องรามเกียรติ์นั้นใช้ร้องโดยด้นเสียงและมีตัวรำโดยตลอด จะคงมีพากษ์หรือเจรจาบ้างก็เป็นครั้งคราวเพื่อรักษาเอกลักษณ์ไว้ให้รู้ว่าเป็นโขนเท่านั้น”

          แม้จะประสมประสานเอาประเพณีละครเข้าไปปะปนมากแล้ว แต่โขนก็มีระบบเคร่งครัดที่จะต้องรักษาไว้เป็นสำคัญที่สุด โขนจึงยังคงเป็นการแสดงศักดิ์สิทธิ์และมีลักษณะตายตัว

          แต่มีเจ้านายบางกลุ่มคิดดัดแปลงเปลี่ยนให้ผู้หญิงเล่นโขนบ้าง ก็เป็นเรื่องซุกซนในวังสมัยหลังๆลงมาเป็นครั้งคราว แล้วก็เลิกไป ไม่ถือเป็นแบบแผนดั้งเดิม และคนไม่นิยม

 

(ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 หน้า 14)

}