มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555

 

          ละครชาวบ้านมีรากเหง้ามาจากการละเล่นร้องรำทำเพลง หรือ เพลงโต้ตอบ ของประชาชนชาวบ้านทั่วไป ที่จับเรื่องมี “นิยาย” เช่น เพลงฉ่อย, เพลงโคราช, เพลงพาดควาย, เพลงเรือ, ฯลฯ

          ลักษณะสำคัญของการละเล่นพื้นบ้านพื้นเมืองดังกล่าวก็คือบทวิวาทหรือโต้ตอบระหว่างหญิงกับชายที่เต็มไปด้วยลีลาประชดประชัน เย้ยหยัน ถากถาง ล้อเลียน และเสียดสีอย่างถึงพริกถึงขิง

          เมื่อการละเล่นเพลงมีพัฒนาการเป็นละครชาวบ้านแล้ว แนวทางทะเลาะวิวาทอย่างเดิมก็ไม่ได้หายไปไหน หากติดตามเข้าไปอยู่ในละครด้วย (มีรายละเอียดอยู่ใน ปากไก่และใบเรือ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อมรินทร์การพิมพ์ ๒๕๒๗)

          หลังจากราชสำนักรับละครชาวบ้านไปพัฒนาแล้ว บทวิวาทบาดถลุงด่าทอก็เข้าไปอยู่ในวังด้วย แต่ลดความเข้มข้นลงไปบ้าง เช่น พระราชนิพนธ์บทละครอุณรุทของรัชกาลที่ 1 จัดบทวิวาทไว้หลายตอน มีตอนหนึ่งอุณรุทพิโรธหมอผียายมดว่า

          ๏ อีเอยอีเฒ่า                  มายาพาที

          พกลมเจรจา                   มายาพาที

          อีชาติจัญไร                  ช่างไม่บัดสี

          อวดว่าตัวดี                    วิ่งหนีไปไย

          แม้บทละครพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ 1 ตอนทศกัณฐ์กริ้วนางสนมกำนัลก็มีว่า

          ๏ อี่เอยอี่ทรลักษณ์         กูจักตัดเกล้าเกศี

          พาอี่กาลี                       วิ่งหนีไปไย

          มึงมาชวนกัน                  เย้ยหยันกูได้

          ว่าพลางภูวไนย               เลี้ยวไล่อลวน

          คำประพันธ์ที่ใช้แต่งเฉพาะบทวิวาทบาดถลุงนี้ เป็นแบบแผนกลอนเพลงชาวบ้านที่กลายเป็นกลอนเพลงมโหรี แล้วจัดระเบียบใหม่ให้มีวรรคละ 4 คำตามจังหวะร้อง “รุกร้น” ที่เรียกกันว่าร้อง “สับ” (หรือศัพท์ไทย) ประกอบตีกรับซึ่งมีพัฒนาการมาจากเพลงโต้ตอบของชาวบ้านตอนด่าทอชิงชู้นั่นเอง

          แม้จะเกิดละครในของชาววังแล้ว แต่ละครนอกของชาวบ้านก็ไม่ได้ถูกตัดขาดให้ต้องอยู่โดดเดี่ยว เพราะราชสำนักมักเรียกละครนอกให้ไปเล่นในวังเป็นครั้งคราว มีคำบอกเล่าว่านายแทนกับนายมี เป็นตัวจำอวดละครได้ประท้วงเรื่องขึ้นภาษีผักบุ้ง

          ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศ นายสังมหาดเล็กชาวบ้านคูจามรับผูกภาษี  กดราคาซื้อผักบุ้งแต่ถูกๆ แล้วขายขึ้นราคา ราษฎรที่เคยขายซื้อผักบุ้งมาแต่ก่อนก็ได้ความเดือดร้อน พากันไปร้องทุกข์ต่อข้าราชการผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครนำความขึ้นกราบทูลฯ ด้วยนายสังอ้างว่าทำภาษีเก็บเงินเข้าพระคลังหลวง

          ครั้นอยู่มาพระเจ้าเอกทัศมีรับสั่งให้หาละครเข้าไปเล่น จะทอดพระเนตรแก้รำคาญพระราชหฤทัย นายแทนกับนายมีเป็นตัวจำอวดละครที่เข้าไปเล่นนั้นมีตอนหนึ่งพูดว่า “จะเอาเงินมาแต่ไหน จนจะตาย แต่เก็บผักบุ้งขายยังมีภาษี” ว่าอย่างนี้ถึงสองหนสามหน

          พระเจ้าเอกทัศได้ทรงฟังก็หลากพระทัย จึงโปรดให้ไต่ถามจำอวดทั้ง 2 คนนั้น ครั้นทรงทราบความตามที่เป็นมาก็ทรงพระพิโรธ มีรับสั่งให้เสนาบดีชำระเร่งเงินคืนให้ราษฎร ส่วนตัวนายสังนั้นเดิมมีรับสั่งจะให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ต่อมาค่อยคลายพระพิโรธ จึงโปรดให้งดโทษประหารชีวิตไว้

          นายแทนกับนายมีที่ว่าเป็น “จำอวด” ก็คือตัวตลกละครนอก

 

เสียดสีจักรๆ วงศ์ๆ

          ลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง (ในหลายๆ อย่าง) ของละครนอกคือเย้ยหยันท้าวพระยา มหากษัตริย์หรือเจ้าเมือง ซึ่งตรงข้ามกับละครในที่ยกย่องท้าวพระยามหากษัตริย์ ดังที่ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายไว้ในหนังสือ “นาฏศิลป์ไทย” (ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จัดพิมพ์เป็นอภินันทนาการเนื่องในโอกาส ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มีอายุครบ 6 รอบ เมื่อ 20 เมษายน 2526 หน้า 18-20) ดังต่อไปนี้

          ละครนอกที่ชาวบ้านเขาเล่นดูกันนั้น ท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นตัวตลกทั้งสิ้น ไม่มีความดีอะไรเลย ขี้ขลาดตาขาวสารพัด ท้าวสามลในเรื่องสังข์ทองก็เป็นตัวตลก ท้าวเสนากุฏในเรื่องสังข์ศิลป์ชัยก็เป็นตัวตลก ท้าวสันนุราชในเรื่องคาวีก็เป็นตัวตลก ขึ้นชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินแล้วบทละครนอกเขียนให้เป็นตัวตลกหมด

          และแม้แต่บทละครนอกซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ได้ทรงนิพนธ์รักษาลักษณะของละครนอกไว้ครบถ้วน คือท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโลเลไม่แน่นอน เป็นคนตลกเลอะเทอะ

          แต่คนดีที่เป็นพระเอกจะเป็นชาวบ้าน เช่น ไกรทอง ที่สามารถปราบตะเข้ตะโขงได้ เจ้าเมืองพิจิตรนั้นตะเข้ตัวเดียวก็ปราบไม่ได้ มืออ่อนเท้าอ่อน ส่วนเศรษฐีใหญ่มีเงินมีทองมากมายก็เอาไปใช้ซื้อลูกสาวจากตะเข้ที่มันคาบเอาไปไม่ได้ ต้องหันไปพึ่งไกรทองผู้เป็นวีรบุรุษใหญ่โต เป็นต้น

          ท้าวสามนต์ในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง ตอนตีคลี เมื่อพระอินทร์ “นิรมิตเหมือนมนุษย์ชาวพารา” ยกกองทัพ “ไปล้อมพาราท้าวสามนต์” อาการของท้าวสามนต์จะมีต่างๆ กันดังต่อไปนี้

          ๏ เมื่อนั้น                                           ท้าวสามนต์ราชนเรนทร์สูร

          หลับอยู่ไม่รู้เค้ามูล                               แว่วเสียงสนมทูลก็ตกใจ

          ผวาตื่นฟื้นตัวยังมัวเมีย                         งัวเงียโงกหงับหลับไปใหม่

          นางมณฑาตื่นก่อนนอนไว                    หลงใหลทะลึ่งลุกปลุกสามี

          ท้าวสามนต์ละเมอเพ้อพำ                      คิดว่าผีอำทำอู้อี้

          ลุกขึ้นแก้ฝันขันสิ้นที                            เห็นจะดีหรือร้ายช่วยทายดู

          นางมณฑาว่าไฮ้อะไรนั่น                       ยังจะมาแก้ฝันกันอยู่

          เสียงคนอึงมี่ที่ประตู                            เป็นอย่างไรไม่รู้เลยพ่อคุณ

          ท้าวสามนต์หวาดหวั่นพรั่นพระทัย           เหลียวมาคว้าได้ดาบญี่ปุ่น

          งกเงิ่นเดินด่วนซวนซุน                          เมียรุนหลังส่งตรงออกมา

          บทท้าวสามนต์จะต้องเงอะๆ งะๆ เอะอะมะเทิ่งเลอะๆเทอะๆอยู่ตลอดเวลา ดังกลอนบทละครมักจะมีความคล้ายๆ กันว่า

          ๏ เมื่อนั้น                                          ท้าวสามนต์ตัวสั่นพรั่นนักหนา

          ทำหน้าเซียวเหลียวดูนางมณฑา             หูตาบ้องแบวเหมือนแมวคราว

                                                  ……….

          ๏ เมื่อนั้น                                         ท้าวสามนต์เสียใจไม่ได้สิบ

          พิไรร่ำโศกาจนตาลิบ                            แต่อุบอิบอู้อี้ขยี้ตา

                                                ……….

          ๏ เมื่อนั้น                                          ท้าวสามนต์ร้องรับให้ดีพ่อ

          ตบมืออือเออชะเง้อคอ                          เห็นลูกเขยเป็นต่อหัวร่อคัก

          ลุกขึ้นโลดเต้นเขม้นมุ่ง                         พลัดผลุงลงมาขาแทบหัก

          มึนเมื่อยเหนื่อยบอบหอบฮัก                  พิงพนักนั่งโยกตะโพกเพลีย

          ฉวยคนโทถมยามาดื่มน้ำ                      หกคว่ำสำลักแล้วบ้วนเสีย

          หยิบบุหรี่จุดไฟไหม้ลามเลีย                   วัดถูกจมูกเมียไม่รู้ตัว

          นี่แหละ ละครนอก ทำหน้าที่เสียดสีจักรๆวงศ์ๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางสังคมสมัยโบราณ

 

ผู้แสดงละครนอกเรื่องสังข์ทอง เมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว (ภาพเก่า)

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);