มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

 

          “พื้นที่กรุงเทพฯและอยุธยาเมื่อ 1,000 ปีก่อน น่าจะเคยเป็นทะเล”

          ข้อความยกมานี้เป็นข้อมูลจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ที่อ้างโดย นายโอคาเบะ ชินอิจิ ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น (โพสต์ ทูเดย์ วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555 หน้า 1)

          แล้วบอกอีกว่า “นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯและอยุธยาดังกล่าวมานั้น ตั้งอยู่ในที่ลุ่มและใกล้แม่น้ำ จะได้รับความเสียหายจากอุทกภัยบ่อยครั้ง”

          ทั้งหมดนี้ไม่รู้ว่าญี่ปุ่นบอกตัวเองหรือบอกคนไทย และไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะญี่ปุ่นก็รู้ตั้งแต่ก่อนลงทุนอุตสาหกรรมในไทย ทั้งเป็นที่รู้ทั่วกันในหมู่นักวิชาการไทยและเทศมานานมากแล้ว

          หลักฐานโบราณคดีกับธรณีวิทยา ยืนยันตรงกันว่าราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นทะเลของอ่าวไทย ผมเคยใช้ข้อมูลนี้เขียนถึงหลายหนแล้ว

          ดังนั้นจนทุกวันนี้ที่อยุธยาและ กทม. เมื่อขุดดินลงไปลึกๆจะพบเปลือกหอยทะเลกับพื้นทรายมหาศาล ที่ชาวบ้านชาวเมืองขุดขายไปใช้งานก่อสร้าง

          ราว 50 ปีที่แล้ว ถ้านั่งรถออกจาก กทม. ไปทางรังสิต ผ่านบางปะอิน, วังน้อย, อ. อุทัย จะเห็นทุ่งนาโล่ง ไม่มีต้นไม้ เว้นแต่เป็นหย่อมๆตรงที่มีหมู่บ้านซึ่งตั้งห่างๆมาก

          ทางการจึงกำหนดให้ทุ่งนาทางวังน้อย, อุทัย, บางปะอิน เป็น“พื้นที่สีเขียว” สงวนไว้เพื่อการเกษตรและรับน้ำในฤดูน้ำหลาก

          ครั้น พ.ศ. 2530 รัฐบาลครั้งนั้นออกประกาศยกเลิกพื้นที่สีเขียว แล้วกำหนดใหม่ให้เป็นเขตอุตสาหกรรม เอาใจนักลงทุนอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นและจากที่อื่นๆ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากคนหลายกลุ่ม

          รัฐบาลต้องการรายได้จน“หน้ามืด” นักลงทุนก็ต้องการกำไรจน“หน้าด้าน” ระดมสร้างโรงงานบนพื้นที่ลุ่มต่ำตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา จนเต็มพื้นที่อย่างมีความสุข เพราะได้อภิสิทธิ์ทุกอย่าง

          ปลายปี 2554 ก็มีทุกข์ถ้วนหน้าเพราะน้ำท่วมหนักอย่างคาดไม่ถูก คิดไม่ถึง เพราะต่างพากันโลภ

          แต่เมื่อมีเงินและมีเทคโนโลยี ย่อมสร้างปราการกั้นน้ำท่วมโรงงานและนิคมฯได้ไม่ยาก ซึ่งก็เท่ากับลดพื้นที่แก้มลิง แล้วกั้นทางน้ำไหล ย่อมส่งผลให้มวลน้ำถูกผลักอย่างแรงไปกระแทกท่วมพื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นที่อยู่ของราษฎรทั่วไป

          ขณะเดียวกันก็กลายเป็นกระแสเชี่ยวกรากมากขึ้นเรื่อยๆไปที่ต่างๆ แล้วไหลลงทางใต้ไปท่วมทำลายที่อื่นๆ ดังเห็นชัดมาแล้วเมื่อปลายปีก่อน

          มีผู้ชี้ว่านักลงทุนฉลาดๆอย่างญี่ปุ่นย่อมรู้ดีทั้งหมดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต และวางแผนทางหนีทีไล่ไว้แล้ว เช่น ลดการลงทุน, เตรียมย้ายไปที่อื่น, ฯลฯ

          โดยทิ้งขยะกองมหึมาให้ไทย ทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคม, และสิ่งแวดล้อม ซึ่งคนรับเคราะห์คือชาวบ้านชั้นล่างๆ} else {