มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555

 

          แม่น้ำลำคลอง ต้องให้มีกิจกรรมแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย ถึงจะขุดลอกและบำรุงรักษาใช้ระบายน้ำได้จริงในอนาคต

          เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวมีมาตั้งแต่แผ่นดิน ร.5 แต่ไม่สำเร็จ มีพยานอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธรรมเนียมคลอง พ.ศ. 2413 สรุปย่อๆ ว่า

          1.   ห้ามเททิ้งสิ่งของลงคลอง 2. ห้ามทำสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้าไปคลอง 3. ห้ามทำส้วมและถ่ายอุจจาระลงคลอง 4. ห้ามปลูกผักน้ำและต้นต่างๆ ในคลอง

          ทั้ง 4 ข้อห้าม ไม่มีใครทำตาม จึงลามถึงทุกวันนี้

          แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของ กยน. ครอบคลุม 3 ส่วน คือ พื้นที่ต้นน้ำ, กลางน้ำ, และท้ายน้ำ

          เฉพาะพื้นที่ท้ายน้ำให้ความสำคัญการเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำ โดยเร่งแก้ไขอุปสรรคระบายน้ำ ได้แก่ ถนน, สิ่งก่อสร้างในลำน้ำที่ขวางการระบายน้ำ รวมถึงกำจัดวัชพืชน้ำและผักตบชวา ร่วมกับติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องผลักดันน้ำออกสู่ทะเล

          แม่น้ำลำคลองหลายสาย นอกจากมีวัชพืชน้ำและผักตบชวาที่มีขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านสองฝั่งยังทำแปลงลอยน้ำปลูกผักบุ้ง, ผักกระเฉด, ผักน้ำต่างๆ ส่งขายเป็นส่วนตัว เกือบเต็มพื้นที่แม่น้ำลำคลอง มีพยานอยู่แม่น้ำท่าจีนตอนบน

          นี่เท่ากับเอาเปรียบผู้อื่น แล้วก่อให้เกิดปัญหาน้ำไหลไม่สะดวกจนล้นท่วมทั่วไปด้วย

          กรมชลประทาน บอกว่าต้องเร่งแก้ไขฟ้องร้องขับไล่ผู้บุกรุกพื้นที่รับน้ำและที่ดินในเขตเส้นทางระบายน้ำทั่วประเทศมากกว่า 10,000 ราย กระจายหลายจังหวัด มีทั้งบุกรุกสร้างอาคารอยู่อาศัยและพาณิชยกรรม เกษตรกรรม

          จะทำจริง แล้วทำได้หรือไม่? ยังไม่รู้ ต้องรอน้ำหลากท่วมใหม่

          แม่น้ำลำคลองทุกแห่งควรมีป้ายบอกชื่อและอื่นๆ รวมถึงชื่อบ้านนามเมือง เช่น ภูเขา, ทุ่ง, หนอง, บึง ฯลฯ ก็ต้องทำพร้อมกันไป

          เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอแน่ๆ ต้องมีกิจกรรมความเคลื่อนไหวแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์สังคมของแม่น้ำลำคลองควบคู่ไปด้วย โดยผลิตซ้ำสม่ำเสมอตลอดปี ตลอดไป

          แต่ใครจะทำ?

          อธิบดีฯ ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล เคยมีกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ชื่อบ้านนามเมืองเมื่อหลายปีมาแล้ว น่าจะทำต่อให้หมดดีไหม?}