มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555

 

          น้ำท่วมใหญ่ส่งผลให้อยุธยาออกอาการแท้จริงอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อกำแพงวัดมหาธาตุที่เป็นซากทรุดโทรมนานมาแล้ว พังลงมาเอง

 

กำแพงพัง - กำแพงโบราณสถานวัดมหาธาตุ ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต. ประตูชัย จ. พระนครศรีอยุธยา ได้พังทลายและทรุดตัวเป็นแนวยาว 10 เมตร สาเหตุน่ามาจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 เมื่อวันที่ 30 มกราคม (ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 31 มกราคม 2555 หน้า 1)


          ผมเคยเขียนเตือนแล้วตั้งแต่น้ำลดเมื่อกลางธันวาคม 2554 (ฉบับวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม และวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม) จะคัดตัดตอนมาอ่านอีกที

          โบราณสถานที่อยุธยาเพิ่งถูกน้ำท่วม ก็ยิ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างสูง ไม่ควรด่วนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างไม่จำกัด เพียงหวังผลกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวและจิตวิทยานักลงทุนอุตสาหกรรม

          ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการบูรณปฏิสังขรณ์อยุธยา ควรพิจารณาไตร่ตรอง ดังนี้

          1. เปิดเข้าชมโบราณสถานอยุธยาอย่างจำกัดพื้นที่ ไม่ควรให้เข้าชมอย่างเสรีเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะวัดสำคัญ เช่น วัดมหาธาตุ, วัดราชบุรณะ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดไชยวัฒนาราม, วัดโลกยสุธา(และบริเวณโดยรอบ), ฯลฯ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

          ถ้าไม่ระวัง ก็พังแน่

          กรณีโบราณสถานอยุธยา รัฐยังสะเปะสะปะทั้งทางเทคนิคและทางสังคม

          ดังเห็นจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร บอกสื่อว่าสมัยโบราณน้ำท่วมแหล่งโบราณสถานอยู่แล้วอยุธยาอยู่มา 400 ปี น้ำก็ท่วมเกือบทุกปี ทำไมอยู่ได้ แล้วปัจจุบันน้ำท่วมแค่ 2-3 เดือน ทำไมจะอยู่ไม่ได้

          แท้จริงแล้วต้องศึกษาและทำความเข้าใจเชิงวิชาการก่อน ไม่ใช่สรุปแบบกำปั้นทุบดินด้วยสามัญสำนึกจากประสบการณ์ส่วนตัวที่คับแคบ เพราะ

          1. ยุคอยุธยายังมีชีวิต บรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายไม่ใช่“โบราณสถาน”เหลือแต่ซากอย่างที่เห็นทุกวันนี้ หากแต่เป็นศาสนสถานหรือราชสถานใช้งานจริง จึงมีโครงสร้างแข็งแรง เช่น มีปูนห่อหุ้ม, มีสีทา, และมีอุปกรณ์อื่นๆพยุงค้ำยันเพิ่มความแข็งแรง

          ขณะเดียวกันก็มีช่างหลวง ช่างชาวบ้านที่เป็นข้าพระกับเลกวัดดูแลแก้ไขปรับปรุงให้คงทนทุกวันทุกเดือนทุกปี

          2. น้ำท่วมยุคอยุธยาต่างกันมากกับน้ำท่วมคราวนี้ ตั้งแต่คุณภาพน้ำ, น้ำไม่ขัง เพราะท่วมขึ้นๆลงๆตามแรงดึงดูดดวงจันทร์, น้ำไม่เน่า, ฯลฯ

          ที่สำคัญคือไม่เคยพบหลักฐานหรือร่องรอยในตำนานพงศาวดาร ว่าอยุธยาเคยถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่หลวงเหมือนน้ำท่วมนครวัด และเหมือนคราวนี้น้ำท่วมนานนับเดือน

          ฉะนั้น อย่าชักใบให้เรือเสีย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตลกเล่นๆเหมือนที่ทำกันเป็นวัฒนธรรมข้าราชการ

          ขณะที่รัฐต้องรอพึ่งพาอาศัยวิชาความรู้ทางเทคโนโลยีจากนานาชาติ(คือยูเนสโกที่เคยถูกปฏิเสธจากนักวิชาการโบราณคดีบางพวก) เพื่อปฏิสังขรณ์โบราณสถานอยุธยา

          รัฐก็ต้องประสานงานกันอย่างกลมกลืนด้วยระหว่างหน่วยงานต่างๆในภาครัฐ และระหว่างภาครัฐกับภาคสังคมอย่างเท่าเทียม

          ภาคสังคมในที่นี้ไม่ใช่“จิตอาสา”ปีนป่ายเก็บกวาดโบราณสถานอย่างที่ทำๆกัน (เพราะไม่มีแผนงานจะทำอะไรก่อนหลัง) เพื่อขอให้ได้ออกสื่อเท่านั้น

          แต่หมายถึงแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวิชาการน้ำท่วมโบราณสถานครั้งใหญ่หลวงที่ทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อหาลู่ทางป้องกันอย่างถาวรและชั่วคราวในปีต่อไปที่น้ำจะท่วมอีกแน่

          ขณะเดียวกันก็กระตุ้นสำนึกร่วมให้เกิดขึ้นทั่วไปเพื่อแบ่งปันข้อมูลความรู้ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของอุษาคเนย์document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);