มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555

 

          โนราชาตรีที่มีในภาคใต้ คือละครนอกของยุคอยุธยา ทางภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          ละครนอกแผ่ลงไปถึงภาคใต้ตั้งแต่ก่อนยุคอยุธยา เมื่อครั้งนั้นบ้านเมืองทางภาคใต้เกิดโรคระบาด โดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช ผู้คนล้มตายจนเมืองร้าง กษัตริย์เมืองเพชรบุรีส่งไพร่พลลงไปฟื้นฟู

          ละครนอกจากภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาลงไปอยู่ภาคใต้ในคราวนี้เอง มีนิทานเล่าเรื่องความเป็นมาของโนราภาคใต้แพร่ลงไปจากอยุธยา แล้วไม่ได้ลงไปครั้งเดียว แต่ลงไปหลายครั้ง เพราะนครศรีธรรมราชเป็นเมืองในพระราชอาณาเขตของอยุธยา

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงได้ต้นฉบับคำร้องมโหรียุคอยุธยา มาจากเมืองนครศรีธรรมราช แสดงว่าเป็นแหล่งใต้สุดที่การละเล่นของอยุธยาแพร่ลงไป

 

โนราชาตรี

          ชาตรี เป็นชื่อการละเล่นที่ผู้ดีกรุงเทพฯ สมัย ร.1 หรือก่อนหน้านั้นใช้เรียกละครนอก, ละครชาวบ้านยุคนั้น

          แต่ที่คนรู้จักทั่วไปเพราะเล่นเรื่องนางมโนห์รา เลยพากันเรียกการละเล่นละครนอกอย่างนี้ว่า “มโนห์ราชาตรี” นานเข้าก็กร่อนเหลือสั้นลงว่า “โนราชาตรี” แล้วเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการละเล่น 2 อย่าง คือ โนราอย่างหนึ่ง (เช่น โนราภาคใต้) และชาตรีอีกอย่างหนึ่ง (เช่น ละครชาตรีเล่นแก้บน)

          ชาตรี น่าจะมีรากจากคำในภาษาสันสกฤตว่า “ชาตฺย”, “ชาตย์” หมายถึง กุลชาติ, วิเศษ, เลิศ, งาม, น่าชม แต่มักเข้าใจทั่วไปว่าหมายถึงผู้มีวิชาอาคมขลัง เพราะโนราชาตรีเป็นการละเล่นในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น แก้บน ดังนั้นคนเล่นโนราชาตรีต้องมีวิชาอาคมคลังถึงจะเล่นได้

          เคยมีผู้อธิบายเพื่อให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์กว่าอย่างอื่น ว่าชาตรีเพี้ยนมาจากการละเล่น “ยาตรา” หรือ “ยาตรี” ของดินแดนเบงกอลในอินเดีย บางทีอธิบายว่ามาจาก“กถากลิ”ของอินเดียใต้ แต่ล้วนไม่สอดคล้องความจริงและผิดฝาผิดตัวมั่วๆ ไป เพราะแบบแผนประเพณีลีลาแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

 

ละครชาวบ้านยุคอยุธยา

          โนราคือละครนอก หรือละครชาวบ้านจากอยุธยา ยังมีหลักฐานและร่องรอยทางจารีตประเพณีอย่างเดียวกัน ดังต่อไปนี้

          เทริด หมายถึงเครื่องประดับศีรษะรูปมงกุฎเตี้ยมีกะบังหน้าหรือกรอบหน้าเมื่อสวมหัวจะครอบลงมาปรกถึงปลายหู เป็นประเพณีพบมากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ล้านนา, และสองฝั่งโขง

          มีประเพณีทำเทริดอยู่ในพระพุทธรูปทรงเครื่องของล้านนา (หริภุญชัย-ลำพูน) และมักพบมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น เทวรูปพระอิศวร(ที่กำแพงเพชร) รวมทั้งพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ที่วัดหน้าพระเมรุและวัดอื่นๆ ในพระนครศรีอยุธยา)

          นอกจากนั้นยังคล้ายเครื่องยศชุนนางกรุงศรีอยุธยา มีตัวอย่างอยู่ที่ชิ้นส่วนบานประตูวิหารหลวงของวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระนครศรีอยุธยา และรูปเทวดาเขียนไว้หลังบานประตูโบสถ์วัดใหญ่ เพชรบุรี

          การละเล่นชั้นสูงของราชสำนัก เช่น มงครุ่ม, ระเบ็ง, กุลาตีไม้ ก็สวมเทริดเดียวกัน และลาลูแบร์รายงานไว้ด้วยว่าตัวโขนสมัยพระนารายณ์ก็สวมเทริดอย่างนี้

          แต่ยังไม่เคยพบประเพณีเทริดสมัยแรกๆ ในท้องถิ่นภาคใต้ จะมีก็เมื่อสมัยหลังๆ รับแบบแผนลงไปจากภาคกลางแล้ว

          นายโรงยืนเครื่อง โนราชาตรีมีผู้เล่นเป็นหลักอย่างน้อย 3 คน ตรงกับชื่อในพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน คือผู้ชายเรียกว่า “นายโรง” หรือ “ยืนเครื่อง” ผู้หญิงเรียกว่า“นาง” และเบ็ดเตล็ด เช่น เป็นฤาษี ยักษ์ พราน ยาย-ตา และเป็นสัตว์ต่างๆ รวมทั้งเป็นตัวตลกให้ขบขันเรียกว่า “จำอวด”

          นายโรงโนราชาตรีแต่งตัวโดยนุ่งสนับเพลาเชิงกรอมถึงข้อเท้า นุ่งผ้าหยักรั้งจีบโจงไว้หางหงส์ สวมเครื่องอาภรณ์กับตัวเปล่าไม่ใส่เสื้อและศีรษะสวมเทริดนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่าเป็นเครื่องต้นแต่งแต่งตัวท้าวพระยามาแต่ดึกดำบรรพ์ เหมือนภาพสลักครั้งกรุงเก่า

          ท่ารำ ท่ารำโนราชาตรีมียืด-ยุบ เป็น “สามัญลักษณะ” ของบรรพชนคนอุษาคเนย์ ตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว

          โดยเฉพาะท่าตั้งเหลี่ยมบนขาทั้งสองข้าง แล้วยกแขนทั้งคู่ ได้จากท่ากบพบในภาพเขียนสีและในที่อื่นๆ ของอุษาคเนย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในตำนานเรื่องละครอิเหนา ว่าเพลงรำสิบสองท่าในกลอนไหว้ครูโนรา ตรงกับตำราของอยุธยา ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับอินเดีย

          ไหว้ครู โรงครู โนราโรงครู มีร้องรำทำบทละครย่อๆ 12 เรื่อง ตรงกับร้องเรื่องไหว้ครูครั้งอยุธยา แต่โนราแปลงเป็นท้องถิ่น

          เล็บปลอม ละครยุคอยุธยาและก่อนหน้านั้นล้วนใส่เล็บปลอม เพราะเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของทุกชาติพันธุ์อุษาคเนย์ไม่น้อย 2,500 ปีมาแล้ว

          ยังมีร่อยรอยเหลืออยู่กับกลุ่มคนพื้นเมืองในหมู่เกาะของอุษาคเนย์และฟ้อนแห่ครัวทาน หรือฟ้อนเล็บของภาคเหนือ

          มโนห์รา เรื่องมโนห์ราเป็นชื่อนางเอกของละครนอกยุคอยุธยา มีต้นฉบับสมุดข่อยยุคอยุธยาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ

          เป็นละครที่คนดูนิยมชมชอบมาก เลยเรียกละครนี้ว่า “มโนห์รา” แล้วกร่อนเหลือ “โนรา”

          ร้องด้น ละครนอกของชาวบ้านยุคอยุธยา ชายจริงหญิงแท้ ร้องเองรำเอง

          คำร้องเป็นฉันทลักษณ์กลอนเพลงยุคแรกเริ่ม ตรงกับบทละครนอกยุคอยุธยา(ปัจจุบันเรียกรวมๆ อย่างผิดๆ ว่า กลอนกล่อมเด็ก หรือเพลงกล่อมเด็ก)

          ปี่พาทย์ วงประโคมโนราชาตรี คือปี่พาทย์ยุคแรกเริ่ม โดยดูได้จากฆ้องคู่ 2 ใบ เสียงสูงต่ำ สืบเนื่องจากกลองทองมโหระทึก 3,000 ปีมาแล้ว ส่วนปี่โนราก็คือปี่นอก ซึ่งเป็นปี่พื้นเมืองดั้งเดิม (มีพัฒนาการจากแคน) แล้วต่อมาปรับแต่งเป็นปี่ในใช้กับละครในของราชสำนัก

          สรุปว่าโนราชาตรีมาจากละครนอกของชาวบ้านยุคอยุธยา

 

โนราตั้งเหลี่ยมเหมือนท่ากบ ภาพนี้ขุนอุปถัมภ์นรากร และ อ. สาโรช นาคะวิโรจน์(สงขลา) รำท่ากระต่ายชมจันทร์ (จากหนังสือลักษณะไทย ศิลปะการแสดง เล่ม 3 จัดพิมพ์โดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด((มหาชน) พ.ศ. 2551)

(3 แถวบน) คนทำท่ากบ เป็นต้นแบบท่าตั้งเหลี่ยมให้โขนละคร จากภาพเขียน ราว 2,500 ปีมาแล้ว บนหน้าผาหลายแห่งในมณฑลกวางสี (2 แถวล่าง) และในภาคอีสานของไทย เช่น อุบลราชธานี, อุดรธานี, เลย ฯลฯ

ปี่กลองโนราชาตรี หรือ“ปี่พาทย์ชาตรี” มีกลองชาตรี(บางทีเรียกกลองตุ๊ก) คือกลองทัดขนาดย่อส่วนให้เล็กลงแค่นั้น เพื่อแบกขนเบาแรงเมื่อต้องเร่ไปรับจ้างเล่นแก้บนตามหมู่บ้านที่การคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้