มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2555

 

          ละคร มีพัฒนาการมาจากการละเล่น “ร้อง-รำ-ทำเพลง” ที่จับเรื่องมีนิยายของประชาชนชาวบ้าน

          การร้องรำทำเพลงที่ยังไม่จับเรื่องมีนิยายเรียกว่า “ระบำ” เช่น ระบำเทพทอง เป็นต้น ระบำเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากประเพณีขับ-ลำคำกลอนและฟ้อนต่างๆ ในท้องถิ่นทั่วไป

          ระบำเข้าไปอยู่ในราชสำนักก่อนละคร

          ชนชั้นสูงปรุงแต่งแปลงระบำชาวบ้านประณีตขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีในราชสำนักยุคแรกๆ เป็นเหตุให้มีกระบวนระบำแตกต่างกัน 2 อย่าง คือ “ระบำผู้ชาย-ผู้หญิง” (หรือ “ชายจริงหญิงแท้”) และระบำผู้หญิงล้วน

 

ละครนอก “ชายจริงหญิงแท้”

          ระบำผู้ชาย-ผู้หญิง หรือระบำชายจริงหญิงแท้จะเกี่ยวข้องกับละครนอก (ที่เรียกกันต่อมาว่าโนราชาตรี) ส่วนระบำผู้หญิงล้วนจะมีพัฒนาการเป็นละครใน

          หลักฐานที่แสดงว่าละครดั้งเดิมเป็นชายจริงหญิงแท้ มีในบทพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนกลุ่มพนักงานหนัง ระบุว่าผู้ชายเป็นนายโรงหรือตัวยืนเครื่องเอก และผู้หญิงเป็นนางเอกหรือตัวยืนเครื่องรอง โดยมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นนางเลวหรือตัวยืนเครื่องเลว ซึ่งหมายถึงตัวประกอบ ส่วนจำอวดเป็นผู้ชายอีกคนหนึ่ง

          สมัยหลังต่อมามีตำแหน่งเหล่านี้ใช้อยู่ในละครนอก, ละครชาตรี, และโนรา

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอ้างถึงจดหมายเหตุลาบูแลร์ ว่า “เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มองสิเออ เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาเมืองไทยก็ว่าได้ดูทั้งโขนทั้งละครแลระบำ กล่าวว่าโขนแลละครนั้นผู้ชายเล่น” (ตำนานเรื่องละครอิเหนา, 2464) จึงเชื่อถือกันมาแต่ก่อนว่าละครนอกเป็นละครผู้ชายล้วน

          แต่แท้จริงแล้วลาลูแบร์ระบุว่าละคร (นอก) มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง

          มีภาพจิตรกรรมบนสมุดข่อยชุดหนึ่ง (อายุประมาณ พ.ศ. 2273 ราว 42 ปีหลังรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์) ยืนยันแบบแผนระบำและละครมีผู้เล่นเป็นชายจริงหญิงแท้ (ไม่ใช่หญิงล้วนๆ และไม่ใช่ชายล้วนๆ)

 

ละครนอก-ละครใน

          การเอาความแตกต่างของละครนอกและละครใน เมื่อสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ไปกำหนดละครครั้งกรุงศรีอยุธยา ก่อให้เกิดความไขว้เขวและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

          เพราะแท้ที่จริงแล้วละครทั้งสองอย่างครั้งกรุงเก่ายังไม่แตกต่างกันมากนัก อย่างน้อยก็ไม่มากพอที่จะขีดเส้นอย่างง่ายๆ ว่า ละครนอกเล่นเรื่องต่างๆ ยกเว้นรามเกียรติ์-อนิรุทธ-อิเหนา

          ทั้งนี้เพราะบทละครนอกเรื่องรามเกียรติ์ครั้งกรุงเก่าก็มียืนยันอยู่ และในปุณโณวาทคำฉันท์ ก็ยืนยันชัดเจนอย่างยิ่งว่าละครที่เล่นเรื่องอนิรุทธไม่ใช่ละครใน แต่เป็นละครนอก

          ที่ลือกันว่าละครนอกเล่นเรื่องโน้นไม่ได้ เล่นเรื่องนี้ไม่ได้ ก็เห็นจะเป็นเพราะยึดถือเอามาตรฐานทางสังคมและวัฒนธรรมสมัยหลังๆ ไปกำหนด แล้วชี้ขาดสมัยโบราณ

          สมัยกรุงศรีอยุธยาจึงมิได้เคร่งครัดว่าจะเรียกละครนอกหรือละครใน

          ที่มาเคร่งครัดกันเรื่องละครนอก-ละครในนักหนา ก็เห็นจะเป็นยุคหลังๆ ตั้งแต่กรุงธนบุรีถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

 

ฟ้อนระบำรำเต้น

          บรรดาผู้ฟ้อนระบำรำเต้นในยุคแรกๆ มิได้เป็นช่างฟ้อนหรือช่างขับลำ  แต่ล้วนเป็นชาวบ้านในชุมชนหมู่เหล่าชนเผ่าเดียวกัน และมีวิถีชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นการละเล่นดังกล่าวจึงทำร่วมกันเป็นกลุ่ม

          ในที่สุด ประเพณีฟ้อนระบำรำเต้นในพิธีกรรมต่างๆ อย่าง “สามัญลักษณะ” อันเป็นสมบัติของประชาชนชาวบ้านในภูมิภาคนี้มาแต่ดั้งเดิม ก็ส่งต่อแล้วถ่ายทอดให้แก่ชนชั้นสูงในราชสำนักยุคแรกๆไปหมดทั้ง 2 กระบวน คือฟ้อนระบำกระบวนหนึ่ง และรำเต้นอีกกระบวนหนึ่ง

          กระบวนฟ้อนระบำจะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของ “ละคร”Ž

          กระบวนรำเต้นจะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของ “โขน”Ž

          สำหรับกระบวนฟ้อนระบำนั้น เมื่อชนชั้นสูงรับแบบแผนฟ้อนระบำของชุมชนชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ไปแล้ว ก็ปรุงแต่งแปลงใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีในราชสำนักยุคแรกๆ เป็นเหตุให้มีกระบวนระบำแตกต่างกัน 2 อย่าง คือ ระบำผู้ชาย-ผู้หญิง และระบำผู้หญิงล้วน

          ระบำผู้ชาย-ผู้หญิง หรือชายจริงหญิงแท้จะมีพัฒนาการเป็นละครนอก (และโนราชาตรี)

          ระบำผู้หญิงล้วนจะมีพัฒนาการเป็นละครใน

 

เล็บปลอม

          ละครยุคแรกๆ ใส่เล็บปลอม (นิ้วปลอม) เช่น โนราคือละครนอก(แรกมีขึ้นในกรุงศรีอยุธยา แล้วแพร่ไปภาคใต้จนเหลืออยู่ทุกวันนี้) ต้องใส่เล็บปลอมทำด้วยใบตอง  สมัยหลังทำจากกระดาษหรืออื่นๆ

          ลาลูแบร์รายงานว่าชาวระบำทั้งชายและหญิง “สวมเล็บปลอมยาวมาก ทำด้วยทองเหลือง”

          ยังมีภาพจิตรกรรมบนสมุดข่อยสมัยกรุงศรีอยุธยาเขียนรูปชาวระบำ-ละครสวมเล็บปลอมยาว

          การใส่เล็บปลอมเพื่อฟ้อนรำยังมีประเพณีสืบเนื่องอยู่ในกลุ่มชนตระกูลไทย-ลาวต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน เช่น ฟ้อนเล็บในล้านนา ฯลฯ

          โนราชาตรีทุกวันนี้ยังคงใช้เล็บปลอมทำด้วยทองเหลืองหรือเงินแล้วอาจต่อปลายเล็บปลอมด้วยหวายที่มีลูกปัดร้อยสอดสีไว้พองาม

 

พระศิวนาฏราชร่ายรำ มีหลายพระกร สวมเล็บปลอม ทำท่ายืด-ยุบ อย่างพื้นเมืองสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ อายุราว พ.ศ. 1650 (ภาพสลักบนหน้าบันปราสาทพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์) (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

สมุดข่อยตำราท่ารำ สวมเล็บปลอม ราวยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

พระ-นางสวมเล็บปลอม ราว พ.ศ. 2405 (ภาพเก่าในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

พระ-นางสวมเล็บปลอม ราว พ.ศ. 2409 ภาพทั้งหมดถ่ายโดย ฟรานซิส จิต (ภาพจาก พิพัฒน์ พงศ์รพีพร. สมุดภาพรัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ : พิพิธภัณฑ์ภาพมุมกว้าง กรุงเทพมหานคร, 2547)

ช่างฟ้อนล้านนาใส่เล็บปลอมยาว ในพิธีทูลพระขวัญถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี คราวเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2469 (ภาพเก่าในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);}