มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2555

 

          สังคมไทยขาดแคลน “คนเล่าเรื่อง” ที่พูดจาให้ประชาชนคนฟังทั่วไป “รู้เรื่อง” ที่กำลังพูด

          แต่เต็มไปด้วยนักวิชาการ “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” ท่องจำทฤษฎีฝรั่งทั้งดุ้นมาพ่นน้ำลายแตกฟองด้วยศัพท์แสงแสดงเทคนิคสูงส่งที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง

          วิกฤตการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ขาด “คนเล่าเรื่อง” ที่พูดให้ประชาชน “รู้เรื่อง” ประเด็นสำคัญนี้มีในบทบรรณาธิการวารสารเพื่อน สื่อสาธารณะ (แจกฟรี) ของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS (Vol. 1 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2554) มีตอนหนึ่งว่า

          “หากไม่นับเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่พอเข้าใจได้ และไม่มีใครถือสา และหากไม่นับเรื่องความไม่พร้อมในการเผชิญหน้าต่อการจัดการภัยพิบัติของรัฐไทยแล้ว

          ต้องยอมรับว่าเหตุที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนอลหม่านนำมาซึ่งความไร้ระเบียบมากที่สุดนั้น มาจากการที่ฝ่ายรับผิดชอบแก้ไขปัญหา ขาด ‘คนเล่าเรื่อง’ ที่พูดให้ประชาชนรู้เรื่อง’

          เมื่อประชาชนไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ความสับสนก็มาแทนที่”

          “นักเทคนิคและวิศวกรวาดภาพจำลองแผนงาน (Scenario) ด้วยศัพท์แสงทางเทคนิค ประกอบแผนที่แผ่นเล็กๆที่ไม่มีใครดูรู้เรื่อง”

          บทบรรณาธิการวารสารเพื่อนบอกอีกว่า โลกยุคโบราณรู้จักใช้พลังแห่งการเล่าเรื่องสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองมาเนิ่นนาน ผู้นำโรมันใช้วัฒนธรรมการเล่าเรื่องสร้างฉันทานุมัติและการยอมรับของประชาชน ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องทั้งต่อหน้าสาธารณชนและกลุ่มการเมือง เช่น จูเลียต ซีซาร์ ใช้พลังการเล่าเรื่องโน้มน้าวใจประชาชนชาวโรมัน เพื่อยอมให้โรมเข้าแทรกแซงการเมืองอียิปต์และค้ำประกันอำนาจของคลีโอพัตรา

          ผมขอเพิ่มเติมอีกว่า พุทธประวัติและชาดกต่างๆ มีพลังแห่งการเล่าเรื่องสูงส่งมากสืบจนทุกวันนี้

          ตำนานนิทานพงศาวดารของไทย ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งการเล่าเรื่อง จึงส่งอิทธิพลให้ประวัติศาสตร์แห่งชาติเสมือน “นิยาย” ที่มีพลังครองใจคนไม่เสื่อมคลายจนปัจจุบัน

          แต่สถาบันการศึกษาของไทยตัดทิ้งตำนานนิทานพงศาวดารและวรรณคดี เพราะไม่มีในตำราฝรั่งที่ครูอาจารย์จำมาจากสถาบันทางตะวันตก

          นักเรียนนักศึกษาไทยเลยไม่ตระหนักถึงพลังแห่งการเล่าเรื่อง จึงเรียบเรียงข้อเขียนด้วยพรรณนาโวหารให้คนอ่านรู้เรื่องอย่างง่ายๆ ไม่ได้ ส่งผลให้พูดจาประสาคนธรรมดาๆ ไม่รู้เรื่อง สื่อสารกับคนอื่นไม่เข้าใจ

          มีพยานเห็นได้จากเอกสารเผยแพร่ของราชการ, ข้อความบนแผ่นป้ายอธิบายโบราณสถาน, คำอธิบายของภัณฑารักษ์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ต้องเล่าเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี, ฯลฯ ที่คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง

          เพราะสังคมไทยขาดแคลน“คนเล่าเรื่อง”ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ที่พูดให้คนทั่วไป “รู้เรื่อง” ความเป็นมาของไทยและเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน

          ปัญหาขัดแย้งแล้วตัดสินรุนแรงถึงมีไม่รู้จบd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);