มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2555

          

          สยาม กลายจากคำเดิมในตระกูลไทย-ลาวว่า “ซำ” หรือ “ซัม” หมายถึงดินแดนของแหล่งน้ำความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและแร่ธาตุ ประดุจ “แผ่นดินทอง” หรือ “สุวรรณภูมิ”

          ตำราแต่ก่อนบอกว่าสยามเป็นคำบาลี-สันสกฤต แปลว่า ดำ, คล้ำ เหมือนผิวคนโบราณในดินแดนประเทศไทยสมัยก่อน

          แต่ จิตร ภูมิศักดิ์ ค้นคว้าวิจัยไว้ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519) แล้วพบว่าสยามไม่ใช่คำบาลี-สันสกฤต แต่กลายจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่า ซำ, ซัม ที่ยังตกค้างอยู่ในคำลาวว่า ซำเหนือ เป็นต้น

          บริเวณทางขึ้นภูกระดึง จ. เลย ก็มีหลายซำ เช่น ซำแฮก, ซำแคร่, ซำกกโดน, ฯลฯ

          ซำ, ซัม, สยาม คือน้ำใต้ดิน เรียกน้ำซำ, น้ำซับ, น้ำซึม ที่ผุดพุดันโคลนตมเดือดปุดๆ ขึ้นมาตลอดปีไม่มีแห้ง เรียกน้ำพุ, น้ำผุด

          เมื่อมีปริมาณมากก็ไหลเจิ่งนองไปเป็นทางน้ำลำธาร, ลำน้ำ, แม่น้ำ หรือน้ำแม่ ยืดยาวมาก บางที่เป็นแอ่งใหญ่ราวกับบุ่งหรือบึง

          ใต้แม่น้ำลงไปบางแห่งมีตาน้ำพุน้ำผุด แล้วคนโบราณเรียก “ดินสะดือ” หมายถึงสะดือแผ่นดินที่ส่งน้ำจากบาดาลใต้ดินให้ขึ้นตามรู  แล้วไล่น้ำที่ล้นท่วมท้องนาให้ลงไปตามรูสะดือนั้น

          ดังมีในโคลงกำสรวลสมุทรว่า เมื่อทำพิธีไล่น้ำให้ลด ต้องล่องเรือจากอยุธยาลงไปตามแม่น้ำจนถึงตำบลบางขดาน(ก่อนถึงบางปะอิน) เรียกบริเวณ“ดินสะดือ” เพื่อทำพิธีไล่น้ำ มีโคลงดั้นว่า

               ตกบางขดานดิน      สะดือแม่

          ดลฤดูสั่งล้ำ                ไล่ชล

 

ไม่ได้มีแต่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา แม้ในแม่น้ำโขงก็มี“ดินสะดือ” ที่ชาวบ้านเรียกสะดือแม่น้ำโขง (บริเวณบ้านอาฮง ต. ไคสี อ. เมือง จ. บึงกาฬ ----- ก้อนหินขนาดใหญ่ที่เรียงรายอยู่กลางลำน้ำโขง ----- คำบอกเล่าของชาวบ้านที่เชื่อกันว่าที่แห่งนี้คือสะดือแม่น้ำโขงและเป็นเมืองหลวงของพญานาค ภาพและคำบรรยายจาก มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม 2555 หน้า 10)

 

          น้ำซำ, น้ำซับ, น้ำซึม ที่เป็นน้ำพุ, น้ำผุด ขึ้นจากใต้ดินนี้มีคราบสนิมโลหะในดินปะปนด้วย เลยเรียกอีกว่า น้ำครำ, น้ำคร่ำ นานเข้ากร่อนกลายเสียงเป็น“น้ำคำ”

          นาที่มีน้ำคำก็เรียกเป็น “นาคำ” จะพบในชื่อบ้านนามเมืองจำนวนมากในอีสานจนทุกวันนี้

          นี่เอง คนอุษาคเนย์แต่ก่อนจึงเชื่อว่าใต้ดินลึกลงไปมีแหล่งน้ำมหึมา เรียก “บาดาล” แล้วซึมซับหรือผุดพุขึ้นมาหล่อเลี้ยงคน, สัตว์, พืช

          แล้วเชื่อว่านาคอุษาคเนย์เป็นเจ้าโลกบาดาล คอยควบคุมน้ำบาดาล ซึ่งต่างจากนาคอินเดียคุมน้ำบนฟ้า ตกลงมาเป็นห่าฝน

          แต่ปัจจุบันปนกันจนไม่รู้จักนาคพื้นเมืองที่อยู่บาดาลใต้ดินif (document.currentScript) {