มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 2 มกราคม 2555

 

          ประทานอภัย เป็นพระพุทธรูปยกพระหัตถ์เบื้องขวา แล้วตั้งหันฝ่าพระหัตถ์ไปข้างหน้า ส่วนพระองค์ทำเป็นพระยืนก็มี เดินก็มี นั่งขัดสมาธิก็มี

          ข้อความยกมานี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระนิพนธ์อธิบายไว้ในหนังสือตำนานพุทธเจดีย์ แล้วทรงเพิ่มเติมว่า “ช่างโยนก” (หมายถึงช่างกรีกในอินเดีย) ทำพระพุทธรูปปางประทานอภัยแล้วตั้งแต่ยุคแรกสร้างพระพุทธรูป ราวหลัง พ.ศ. 500 เรียกศิลปะแบบคันธารราฐ สืบเนื่องจนถึงศิลปะแบบมถุรา และแบบคุปตะ

 

พระพุทธรูปประทับนั่งปางประทานอภัย ศิลา พิพิธภัณฑ์เมืองมถุรา ศิลปะอินเดียแบบมถุรา (รูปและคำอธิบายจากหนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะประเทศใกล้เคียง โดย ศ. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่หก พ.ศ. 2553)

พระพุทธรูปประทับยืนปางประทานอภัย ศิลา พิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ ศิลปะอินเดียแบบคุปตะ (รูปและคำอธิบายจากหนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะประเทศใกล้เคียง โดย ศ. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่หก พ.ศ. 2553)

 

          เมื่อพระพุทธรูปอินเดียแพร่หลายถึงอุษาคเนย์รวมทั้งสยามประเทศไทย ก็ถูกปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมปางต่างๆ หลากหลาย ให้ยกพระหัตถ์ข้างเดียวก็มี ยกพระหัตถ์สองข้างก็ได้ โดยไม่ระบุตายตัวว่าชื่อปางอะไร จึงเรียกไปต่างๆ กัน เช่น ปางโปรดสัตว์, ปางห้ามญาติ ฯลฯ

          จนไม่เกิน 100 ปีมานี้ ถึงศึกษาศิลปะอินเดียตามแบบตะวันตกแล้วฟื้นฟูรูปแบบพระพุทธรูปอินเดียยุคเก่าๆ โดยเริ่มสร้าง“ตำรา”ให้เรียกปางประทานอภัยตามแบบอินเดียโบราณ

          ข้อมูลและหลักฐานที่ยกมานี้ ผมฟังคำบอกเล่าจาก อ. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ม. ธุรกิจบัณฑิตย์ ว่าปางประทานอภัยแสดงพุทธประวัติอย่างเดียวกัน มีใจความย่อๆ   (จากหนังสือพระพุทธรูปปางต่างๆ ในสยามประเทศ โดย ศาสตราจารย์ไขศรี ศรีอรุณ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2539) ว่า

          “พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งมีพระนิสัยพาล ได้คบคิดกับอาจารย์ที่เป็นพาลคือพระเทวทัตต์ แล้วกระทำปิตุฆาต

          ต่อมาทรงสำนึกผิด เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ก็ทูลเล่าเรื่องทุกข์ที่เกาะกินพระทัย และขอประทานอภัยโทษ

          พระพุทธองค์ทรงรับทราบความผิดและตรัสว่าการที่บุคคลเห็นผิดและยอมรับผิด แล้วสารภาพตามความจริง ถือเป็นความชอบในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้า

          ยกมือ“อภัย”ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ไม่กำหนดตายตัว ขอแต่ให้เข้าใจตรงกันเสียใหม่ตามที่ อ. เกษียร เตชะพีระ สรุปไว้ในบทความเรื่องอภัยธรรม (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2554 หน้า 6) ว่า

1.  เราไม่กลัวท่าน และ 2. ท่านก็ไม่ต้องกลัวเรา