Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2554

 

          เมื่อจะเล่นโขน คนเล่นต้องสวมหน้ากาก “เข้าทรง” เป็นตัวต่างๆ เช่น ยักษ์, ลิง แม้ตัวพระกับตัวนางก็ต้องสวมหน้ากากด้วย เพิ่งมาเปิดหน้าราว 100 ปีมานี้เอง

          หน้ากากที่สวมปิดหน้าแล้วปิดปากคนเล่นโขนจนพูดไม่ได้เสมือนเป็นใบ้ จึงต้องมีคนอื่นพูดแทนอยู่หน้าเวที เรียกเจรจาและพากย์

          เจรจา หมายถึง พูดโต้ตอบ เช่น พระรามพูดโต้ตอบกับทศกัณฐ์

          บทเจรจา แต่งด้วยฉันทลักษณ์ประเภทร่ายยาว เป็นคำคล้องจองส่งสัมผัสท้ายวรรคหน้าไปวรรคหลังร้อยต่อจนจบ อย่างเดียวกับร่ายยาวเทศน์มหาชาติ และ/หรือคำทำขวัญที่สืบจากประเพณีของหมอผียุคดึกดำบรรพ์

          สำเนียงเจรจา เป็นสำเนียงหลวงครั้งกรุงเก่า ยานคาง และ “เหน่อ” คล้ายสำเนียงพูดจาในชีวิตประจำวันของชาวสุพรรณและชาวหลวงพระบางทุกวันนี้ เพราะบรรพชนคนไทยในตระกูลไทย-ลาว เคลื่อนย้ายลงมาจากสองฝั่งโขง แล้วมีอำนาจครองกรุงศรีอยุธยา(มีคำอธิบายละเอียดในหนังสือคนไทย มาจากไหน? มติชนพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2548)

          พากย์ หมายถึง พรรณนาแทนตัวเล่น, แสดง เป็นทำนองตามบทร้อยกรองที่มีผู้แต่งไว้

          อ. ธนิต อยู่โพธิ์ อธิบายว่าพากย์โขนมี 6 ประเภท (โขน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2508 หน้า 196-200) คือพากย์เมือง, พากย์รถ, พากย์โอ้, พากย์ชมดง, พากย์บรรยาย, พากย์เบ็ดเตล็ด

          1. พากย์เมือง (หรือพากย์พลับพลา) ใช้ขณะตัวเอกประทับในปราสาท หรือในพลับพลา เช่น

               สมเด็จพระหริวงศ์ทรงศร        ฤทธิ์เลื่องลือขจร

          สะท้อนทั้งไตรโลกา

                เสด็จออกนั่งหน้าพลับพลา      พร้อมด้วยเสนา

          ศิโรตมก้มกราบกราน

          2. พากย์รถ (หรือช้าง ม้า) ใช้ชมพาหนะที่สัญจรไป เช่น

               เสด็จทรงรถเพชรเพชรพราย   พรายแสงแสงฉาย

          จำรูญจำรัสรัศมี        

               อำไพไพโรจน์รูจี                สีหราชราชสีห์

          ชักราชรถรถทรง

          3. พากย์โอ้ ใช้เวลาโศกเศร้ารำพัน ตอนต้นเป็นพากย์ แต่ตอนท้ายเป็นร้อง ให้ปี่พาทย์รับ เช่น

               อนิจจาเจ้าเพื่อนไร้            มาบรรลัยอยู่เอองค์

          พี่จะได้สิ่งใดปลง                  พระศพน้องในหิมวา

               จะเชิญศพพระเยาวเรศ       เข้ายังนิเวศน์อยุธยา

          ทั้งพระญาติวงศา                  จะพิโรธพิไรเรียม

          4. พากย์ชมดง ใช้เวลาชมป่าเขาลำเนาไม้ต่างๆ ตอนต้นเป็นร้องชมดงใน ตอนท้ายเป็นพากย์ เช่น

               เค้าโมงจับโมงมองเมียง       คู่เค้าโมงเคียง

          เคียงคู่อยู่ปลายไม้โมง

               ลางลิงลิงเหนี่ยวลดาโยง       ค่อยยุดฉุดโชลง

          โลดไล่ในกลางลางลิง

          5. พากย์บรรยาย (หรือรำพัน) ใช้เวลาบรรยาย หรือพากย์รำพึงรำพัน

          6. พากย์เบ็ดเตล็ด ใช้ในโอกาสทั่วๆ ไป อันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เข้าในประเภทใด

          บทพากย์ แต่งด้วยฉันทลักษณ์ เรียกกาพย์ มี 2 อย่างคือ กาพย์ยานี กับ กาพย์ฉบัง

          ยานี ในชื่อกาพย์ยานี หมายถึงดำเนิน (เรื่อง) ไป เป็นภาษาบาลีแปลว่าผู้ขับขี่ไปด้วยยาน (พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2547 หน้า 232)

          ฉบัง ในชื่อกาพย์ฉบัง เป็นคำได้จากเขมรว่า “จฺบำง” หรือ “จํบำง” แปลว่า รบ

          กาพย์ฉบัง ไม่พบในตำรากาพย์อยุธยา แต่กาพย์ฉบังนี้มีผู้อธิบายว่าเขมรเรียก ปุมโนล (พํโนล) แปลว่า กล่าว, พูด (หนังสือความสัมพันธ์วรรณคดีไทย-เขมร โดย ศานติ ภักดีคำ คณะกรรมการสมาคมวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พ.ศ. 2550 หน้า 69)

          แสดงว่ารับฉันทลักษณ์ปุมโนลจากเขมรมาใช้พากย์หนังใหญ่ก่อน พรรณนาฉากรบ ที่เรียกด้วยคำเขมร เป็นสำเนียงไทย-ลาวว่า ฉบัง, จำบัง นานเข้าเลยเป็นชื่อฉันทลักษณ์แทนปุมโนล

          ทำนองพากย์ อย่างเดียวกับร้องทำนองเสนาะ แต่มีลักษณะพิเศษต่างจากทั่วไป มีคำอธิบายของ อ. ธนิต อยู่โพธิ์ ว่า

          เมื่อพากย์จบไปบทหนึ่งๆ (บทของกาพย์) ตะโพนจะต้องตีรับ ท้าทายให้กลองทัดตีตาม แล้วพวกคนแสดงภายในโรงก็ร้องรับด้วยคำว่า “เพ้ย” พร้อมๆ กันทุกบท

          คำรับ “เพ้ย” นี้ ได้เคยวินิจฉัยกันมามากแล้ว ก็มิเป็นที่แน่นอนลงไปได้ ว่ามาจากอะไรแน่ เท่าที่สันนิษฐานกันก็เห็นว่าน่าจะมาจากคำว่า “เฮ้ย” ภายหลังจึงค่อยๆ กลายสำเนียงมาเป็น “เพ้ย” แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยุติกัน เพราะไม่ว่าพากย์ชนิดใด พากย์เวลาเศร้าโศก พากย์เวลานั่งอยู่ในปราสาท ตลอดจนพากย์เบิกหน้าพระไหว้ครูหนังใหญ่ ที่เรียกกันว่า “พากย์สามตระ” ก็รับเพ้ยทุกๆ บทเหมือนกัน

          “เพ้ย” ที่ตะโกนพร้อมกันตอนท้ายบทพากย์โขน น่าจะมีความหมายศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

          แต่ยังไม่พบคำอธิบายน่าเชื่อ แล้วยังไม่มีผู้ใดสืบค้นความหมายจากเขมร ทั้งๆ ประเพณีเหล่านี้มีเค้าจากเขมรอย่างน้อยตั้งแต่ยุคนครวัด ผ่านรัฐละโว้ถึงอยุธยา

 

เสรี หวังในธรรม กำลังเจรจาโขนด้วย “สำเนียงหลวง” ครั้งกรุงศรีอยุธยา คล้ายเสียง “เหน่อ” ทุกวันนี้

ประสาท “ครูมืด” ทองอร่าม และคณะพากย์โขนของไทย ในมหกรรมรามายณะนานาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ที่โรงละครแห่งชาติ