Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554

 

          โขนละครมีเครื่องแต่งตัวประดับประดา เมื่อแต่งครบตามแบบแผนเรียก “ยืนเครื่อง” หรือ “รัดเครื่อง” ตั้งแต่เครื่องสวมหัวเรียก “ศิราภรณ์”, เครื่องประดับเรียก “ถนิมพิมพาภรณ์”, เสื้อผ้าเรียก “พัสตราภรณ์”

          ทั้งหมดเลียนแบบเครื่องทรงพระเจ้าแผ่นดิน และเครื่องยศของอำมาตย์, ข้าราชบริพาร, ขุนนาง

 

ผ้าเครื่องยศ

          ผ้า เป็นเครื่องยศ หรือเครื่องแบบราชการ(อาจเทียบปัจจุบันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์) ที่ได้รับพระราชทาน โดยทางราชการจัดให้ตามฐานันดรศักดิ์นั้นๆ

          เครื่องยศทำจากผ้า ล้วนเป็นผ้าต่างประเทศ ของดี ราคาแพง ทางราชการควบคุมเคร่งครัดตั้งแต่ชนิดของผ้า, แบบของเครื่องยศ, วิธีแต่งผ้า, ฯลฯ

          ผ้ายศเหล่านี้ไม่แต่งทั่วไปในชีวิตประจำวัน ใช้แต่งเฉพาะเข้าเฝ้าในพระราชพิธีเท่านั้น ถ้าเข้าเฝ้าปกติไม่ใส่เสื้อ ไม่แต่งเครื่องยศ

          ส่วนผ้าที่ใช้กันสามัญทั่วไปเป็นผ้าฝ้ายทอเอง จึงไม่ใช้เป็นเครื่องยศ

 

ผ้าต่างประเทศ

          เสื้อผ้าพัสตราภรณ์ที่ห่อหุ้มเห็นภายนอกเป็นสีสันลวดลายวิจิตรพิสดาร ล้วนเป็นผ้าจากต่างประเทศ เช่น เปอร์เซีย(อิหร่าน), อินเดีย, จีน, ฯลฯ

          ยุคต้นๆ ของโขนละคร มีเสื้อผ้าพัสตราภรณ์จำกัด แต่ยุคหลังๆ มีให้เลือกสรรมากขึ้น เช่น ผ้าต่วน, ผ้าตาด, ผ้าไหมแพร, ผ้าดิ้น, ผ้ากำมะหยี่, ผ้าเยียรบับ(เจียรบาด), ฯลฯ

          ชื่อผ้าล้วนเป็นภาษาต่างประเทศ เพราะสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ อาจารย์ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ เขียนอธิบายว่ามาจากภาษาต่างๆ ทางอินโด-เปอร์เซีย (ความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2545 หน้า 59-63) จะสรุปมาย่อๆ ดังนี้

          ผ้าส้ารบับ และเยียรบับ หมายถึงผ้าที่ทอด้วยทองแล่งกับไหม แต่มีไหมน้อยกว่า

          คำนี้จาก ซัรฺ-Zar ซึ่งแปลว่า ทอง และบัฟต์-Baft ซึ่งแปลว่า ผ้าฝ้าย ผ้าไหมก็ได้ และซัรฺบัฟต์-Zarbaft จึงหมายถึงผ้าที่ทอยกดอกเงินหรือทอง brocade

          ผ้าอัตลัด คำนี้จากภาษาอฺรับ อัฏลัส แต่เดิมหมายถึงผ้าขี้ริ้ว ผ้าขาด แต่ปัจจุบันหมายเพิ่มถึง แพรต่วน ตรงกับ satin มีพหูพจน์เป็น อะฏอลิส ซึ่งเราพบว่าเขียนอัตเตลัด และอัตตลัส คำ อฺรับ “อัฏลัส” นี้กลายเป็น “Atlas” ในภาษาอังกฤษด้วย

          ผ้าตาด มาจากศัพท์ฮินดี ตาซ-tāsh ซึ่งหมายถึงผ้าไหมปักเงินหรือทองแล่ง และยังมีชื่ออื่นอีกมากมายตามลักษณะของลาย เช่น ตาดลายคดกริช ตาดตาตั๊กแตน

          ผ้าส่าน มาจากเปอร์เซีย ชาล ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Shawl เป็นผ้าขนสัตว์ใช้คลุมกาย

          เสื้อกุฏไต กุตไต เข้าใจว่ามาจาก Khurti ในภาษาฮินดุสตานี แปลว่า เสื้อกั๊กทหาร ที่จริงเป็นภาษาเปอร์เซียว่า กุรฺตี-Kurti หมายถึง เสื้อกั๊ก คำว่า กุรฺตา-Kurtā หมายถึง เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อนอกของทหารก็ได้

          ผ้าระกำไหม ปักเป็นดอกควบด้วยไหมอฺรับคือ เราะกฺ็อม อ่านตามสำเนียงอินเดียว่า ระกัม หมายถึงเขียนลวดลาย มีผ้าชื่อตาดระกำไหม

          ผ้าเข้มขาบ จากศัพท์เปอร์ซีย กัมคาบ หรือกัมควาบ Kamkhāb, Kamkhwāb บางทีก็ว่า กิมควาบ Kimkhwāb กล่าวว่าคำนี้แต่เดิมจากภาษาเปอร์เซียกลาง และอฺรับว่า กัมคา Kamkhā หรือ กิมควา Kimkhwā

          คำแรกหมายถึง damask silk of one colour ผ้าไหมยกดอกสีเดียว และคำหลังหมายถึงผ้าไหมยกดอกหลายสี

          บางท่านเข้าใจว่า “เข้มขาบ” เป็นคำไทย แปลว่า สีน้ำเงินเข้ม ซึ่งไม่ถูกกับที่มาของคำ

          ผ้าสักหลาด มาจากคำเปอร์เซีย สักฺลาต ซึ่งนักภาษาอธิบายว่าแต่ก่อนเขียนต่างๆกันเป็น สะกฺัล สักฺละติน หรือ สักฺละตูนก็มี ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Broadcloth

          นักภาษายังอธิอธิบายว่าในอฺรับมีคำ สะกฺ็อรฺลาฏ หมายถึงผ้า Scarlet และเป็นที่มาของสักหลาด คำ สะกฺ็อรฺ แปลว่า ร้อนเช่นไฟ เป็นฉายาของนรก ส่วน ลาฏ แปลว่า ติดกัน อาจหมายถึงแนบเนื้อนานอุ่นก็ได้

          ผ้าสุหรัด ผ้ากุศราต คือผ้าที่มาจากเมืองสูรัต และกุจญ๎ราต เพราะแต่โบราณมีชื่อสำคัญ และพ่อค้าอินเดียส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นมุสลิมเสียมาก ก็มาจากเมืองนี้

          ผ้าย่ำมะหวาด เป็นคำเปอร์เซีย เรียกว่า ผ้าญามะฮฺวารฺ Jāmahwār อ่านตามสำเนียงชาวกรุงเตะฮฺรานว่า ญาเมะฮฺวารฺ คำ ญามะฮฺ หรืออ่าน ญาเมะฮฺ แปลว่า อาภรณ์ เสื้อผ้า หรือผ้าฝ้าย

          แล้วยังมีผู้รู้อื่นๆ อธิบายผ้าต่างๆ ไว้อีก เช่น ผ้ายก คือ ผ้าลาย มีทั้งยกไหมและยกทอง

          คำว่า ยก ได้จากกระบวนการทอผ้า ที่ผู้รู้อธิบายว่าเส้นด้ายเชิดขึ้นเรียก “เส้นยก” เส้นด้ายจมลงเรียก “เส้นข่ม” แล้วพุ่งกระสวยไปหว่างกลาง ถ้าจะให้เป็นลายก็เลือกยกเส้นข่มขึ้นบางเส้นตามต้องการ แล้วทอให้เกิดลาย จึงเรียกผ้ายก เพราะต้องคอยยกเส้นข่มบางเส้นให้เป็นลาย

 

“ไม่ไทย” ทั้งแท่ง

          โขนละคร มีพัฒนาการยาวนาน แล้วรับแบบแผนต่างประเทศหลายอย่าง แม้ผ้าผ่อนท่อนสไบก็ได้จากวัฒนธรรมต่างประเทศ จึง “ไม่ไทย” ทั้งแท่ง ตามที่เชื่อถือกันมาอย่างนั้น

          วัฒนธรรมในโลกที่อยู่รอดแล้วรุ่งเรืองได้ ก็ต้องไปประสมประสานกับต่างชาติทั้งนั้น ไม่มีที่บริสุทธิ์ผุดผ่องดังทองทาไร้มลทิน

 

แต่งตัว “รัดเครื่อง” ก่อนแสดงจริงด้วยผ้าโขนละคร ที่แต่ก่อนได้จากวัฒนธรรมต่างประเทศ(ที่มา : http://konnonth.multiply.com และ daily.bangkokbiznews.com)