Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2554

 

          เครื่องสวมหัวละคร คือศิราภรณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีหลักฐานวิวัฒนาการในประติมากรรมทางศาสนาทั้งในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ตั้งแต่ยุคนั้นยังไม่พบหลักฐานว่ามีคนเรียกตัวเองว่า “คนไทย”

          ฉะนั้น จะตีขลุมว่าเครื่องสวมหัวเป็นงานช่างไทยมาแต่เดิม ย่อมไม่ตรงความจริงตามหลักฐานประวัติศาสตร์และโบราณคดี

 

เทริด รำแม่บทโนราทางภาคใต้

ชฎานางและมงกุฎพระ

 

          เทริด เป็นเครื่องสวมหัวเมื่อเล่นละครเก่าสุดในราชสำนัก มีต้นเค้าแรกสุดเป็นกะบังหน้าในประติมากรรมแบบเขมร ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1400

          ปัจจุบันมักเรียก “เทริดโนรา” เพราะยังใช้ใส่เล่นโนราทางภาคใต้

          แต่ความจริงเป็นเทริดละครยุคแรกเริ่มในอยุธยา ส่วนโนราแบบภาคใต้แท้จริงแล้วคือละครนอกของอยุธยา แพร่หลายลงไปทางใต้ นับเป็นละครนอกตกค้างเก่าแก่ที่สุด แต่เรียกโนราตามชื่อตัวละครเอกที่นิยมเล่นเรื่องนางมโนห์รา

          ความสำคัญของเทริดยังเห็นได้จากบนแท่นเชิญศีรษะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในพิธีไหว้ครู ครอบ โขนละคร ต้องมีเทริดตั้งไว้บูชาด้วย

          ชฎา, มงกุฎ มีต้นแบบจากวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย ที่นักบวชอินเดียโบราณรวบผมถักเป็นลอนเกล้าสูงขึ้นไป

          เพื่อยืนยันให้รู้ว่าเทริด, ชฎา, มงกุฎ เครื่องสวมหัวละคร เป็น“วัฒนธรรมร่วม”ของสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ จะขอยกคำอธิบายและรูปประกอบของ ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร (อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ที่กรุณาทำมาให้ดังต่อไปนี้

 

ชฎามกุฎ คือการรวบผมที่ถักเป็นลอนให้เกล้าสูงขึ้นไปแล้วจึงทิ้งปลายปัดมาด้านหลัง อันเป็นทรงผมของนักบวชอินเดียโบราณ (พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร พบที่ อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ชฎามกุฎในศิลปะเขมร เริ่มมีการนำเอากะบังหน้าสวมครอบทับมวยผมที่เกล้าสูงเป็นรูปทรงกระบอกคือเป็นแบบประดิษฐ์มากขึ้น (เศียรรูปบุคคล ศิลปะเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ในขณะเดียวกัน ศิลปะเขมรยังมีศิราภรณ์อีกแบบซึ่งใช้ระบบกะบังหน้า-รัดเกล้า คือมีที่เกี้ยวครอบมวยผมเป็นรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆและสวมเทริดไว้ด้านหน้า เป็นต้นเค้าของ “มงกุฎ” คือเริ่มมีเครื่องประดับมาครอบลงบนมวยผม ต่างจาก “ชฎา” ที่เกิดจากการเกล้าผมสูงอย่างเดียว (ประติมากรรมรูปพระวัชรธร? ศิลปะเขมรแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 18 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ศิลปะสุโขทัย ใช้ศิราภรณ์ตามระบบกะบังหน้า-รัดเกล้าที่สืบมาจากเขมร จึงยังเห็นว่าเป็นศิราภรณ์ที่ยังแยกกันอยู่ระหว่างสองชิ้นคือ กะบังหน้า (เทริด) กับรัดเกล้า (เกี้ยวรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้น) (เทวรูปสำริดสมัยสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 19-20 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

สมัยอยุธยายุคต้นๆ ศิราภรณ์ยังคงทำตามแบสุโขทัยคือใช้ระบบกะบังหน้า-รัดเกล้า ส่วนรัดเกล้ายังอยู่ในสัดส่วนเล็กๆไม่สูงมาก (บานประตูสลักไม้จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ 21 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)

ศิราภรณ์แบบกะบังหน้า-รัดเกล้าของอยุธยาในช่วงต่อมาเริ่มมีส่วนรัดเกล้าในทรงสูงมากขึ้นจนเห็นได้ชัดซึ่งจะคล้ายกับมงกุฎที่รู้จักกันในปัจจุบัน (พระพุทธรูปประธานวัดหน้าพระเมรุ อยุธยาราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22)

  

  

1. ลอมพอก คือหมวกที่ทำให้ดูเหมือนการเกล้าผมขึ้นไปเป็นทรงกรวยแหลมแล้วปัดไปด้านหลังเล็กน้อย เชื่อว่าน่าจะนำเข้ามาโดยชาวมุสลิม ซึ่งอาจเป็นต้นเค้าที่ทำให้ “ชฎา” และ “มงกุฎ” เปลี่ยนแปลงจากระบบดั้งเดิมในสมัยอยุธยาตอนปลาย (ที่มา : www.konrakmeed.com)

2. ศิราภรณ์ที่เป็น “มงกุฎ” สมัยอยุธยาตอนปลาย ส่วนรัดเกล้าหรือยอดแหลมสูงติดกันกับส่วนครอบศีรษะเป็นชิ้นเดียวกันซึ่งน่าจะเป็นเค้าที่มาจากลอมพอก (จิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี ศิลปะอยุธยาตอนปลาย หลัง พ.ศ. 2200)

3. “ชฎา” ที่เริ่มปรากฏในศิลปะอยุธยาตอนปลาย คือศิราภรณ์ทรงยอดแหลมประดิษฐ์จากมุ่นมวยผม ยังสังเกตได้จากการที่มียอดสะบัดปลายไปด้านหลังคล้ายต้นแบบธรรมชาติคือ “ชฎามกุฎ” (จิตรกรรมฝาผนังวัดเกาะ เพชรบุรี ศิลปะอยุธยาตอนปลาย หลัง พ.ศ. 2200)

4. สมัยรัตนโกสินทร์ มงกุฎถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนกษัตริย์ชัดเจน มีตัวอย่างเช่น “พระมหาพิชัยมงกุฎ” ซึ่งเป็นศิราภรณ์ยอดทรงสูงที่เกิดจากเกี้ยวเป็นวงซ้อนกันขึ้นไป และที่สำคัญคือสร้างติดกันกับส่วนครอบศีรษะตามแบบที่มีมาก่อนแล้วในศิลปะอยุธยาตอนปลาย (พระพุทธรูปประธานในอุโบสถวัดนางนอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3)