Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554

 

          โขนละครในราชสำนักสุวรรณภูมิยุคแรกๆ สวมลอมพอก เมื่อนานเข้าก็มีพัฒนาการเป็นชฎา, มงกุฎ

          ลา ลูแบร์ เมื่อดูโขนละครของราชสำนักอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์(ราชอาณาจักรสยาม โดย มร. เดอ ลา ลูแบร์ แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510) จึงมีบันทึกว่า

          โขนละคร “สวมชฎาทำด้วยกระดาษทองน้ำตะโก ทรงสูงปลายแหลมเกือบเหมือนลอมพอกของพวกขุนนาง แต่ครอบลงมาข้างล่างจนปรกใบหู”

          ที่ลา ลูแบร์เห็นอย่างนั้นเป็นเพราะเมื่อเล่นเรื่องรามเกียรติ์ก็พรางหน้าจริงโดยสวมหน้ากากเป็นตัวต่างๆ แล้วสวมลอมพอกไว้บนหัวเมื่อเป็นตัวพระ, นาง และยักษ์

          ลอมพอกสวมหัวค่อยๆ ประดิดประดอยประดับประดาจนถึงสมัยหลังๆ ก็เป็นชฎาตัวพระ และ มงกุฎตัวนาง

          ชฎา, มงกุฎ หมายถึงเครื่องสวมศีรษะ มียอดแหลม และมีหลายแบบ

          นักปราชญ์ราชบัณฑิตสยามอธิบายสอดคล้องกันว่าชฎามีต้นแบบจากลอมพอกที่เป็นเครื่องสวมศีรษะของเปอร์เซีย (อิหร่าน) อาจารย์ประภัสสร์ ชูวิเชียร (ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) กรุณาหาภาพและเขียนคำอธิบายอย่างละเอียดที่เอามาลงพิมพ์ประกอบอยู่ในล้อมกรอบนี้แล้ว

          ลอมพอก เครื่องสวมศีรษะรูปยาว ยอดแหลม หรืออาจมนๆ ไม่แหลมนักก็ได้ ล้วนได้แบบจากเปอร์เซีย (อิหร่าน) ตั้งแต่ก่อนยุคอยุธยา แล้วใช้เป็นเครื่องทรงพระเจ้าแผ่นดินกับเครื่องแบบขุนนางสยามยุคอยุธยา ต่อมามีพัฒนาการเป็นชฎาและมงกุฎ ใช้แต่งตัวโขนละครด้วย

 

          ลอมพอก มาจาก ลอม กับ พอก

          ลอม หมายถึง กองเรียงกันขึ้นไปให้สูงเป็นจอม เช่น ลอมฟาง วางท่อนไม้ให้ปลายด้านบนรวบกันเป็นจอม เช่น ลอมฟืน

          พอก หมายถึง เพิ่ม, พูน, โพก เช่น โพกหัว, โพกผ้าขะม้า, ฯลฯ

          ลอมพอกของพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางทั้งหลาย มีคำพรรณนาอธิบายของ ลา ลูแบร์ ที่เห็นด้วยตนเอง เมื่อ พ.ศ. 2230 ไว้ในจดหมายเหตุฯ ยุคสมเด็จพระนารายณ์ว่า

          “พระลอมพอกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ประดับขอบ หรือเสวียนเกล้าด้วยพระมหามงกุฎเพชรรัตน์”

          ลอมพอก “ของพวกขุนนางนั้นประดับเสวียนทองคำ, เงิน, หรือกาไหล่ทองมากน้อยตามยศ ลางคนก็ไม่มีเสวียนเลย

          พวกขุนนางจะใช้ลอมพอกนี้ชั่วเวลาเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ หรือเพลาประชุมคณะขุนศาลตุลาการ หรือในพิธีลางอย่างเท่านั้น

          เขาใช้แถบผูกโยงยึดไว้ใต้คาง และเมื่อแสดงการเคารพก็มิได้ถอดออก”

          นอกจากลอมพอกแล้ว เครื่องแต่งตัวโขนละครยังใช้ผ้าของเปอร์เซียด้วย

          ดังนั้น ที่อวดกันว่าโขนละครเป็นของไทยแท้ๆ จึงไม่จริง เพราะมีทั้งส่วนที่เป็น “วัฒนธรรมร่วม” พื้นเมืองสุวรรณภูมิ แล้วยังมีส่วนที่ได้จากอินเดียกับเปอร์เซียด้วย

          ถ้านาฏศิลป์โขนละครสะท้อนความเป็นไทยแท้ๆ ก็เป็นหลักฐานชัดเจนว่าความเป็นไทยแท้ๆ ไม่มีจริง

          แต่ความเป็นไทยที่มีจริงประกอบด้วยวัฒนธรรมหลากหลายจนจำแนกไม่ได้ทั้งหมดว่ามีอะไรผสมปนเปอยู่บ้าง

 

คำอธิบายความเป็นมาของชฎาและมงกุฎ โดย อาจารย์ประภัสสร์ ชูวิเชียร

 

ลอมพอก คือหมวกที่ทำให้ดูเหมือนการเกล้าผมขึ้นไปเป็นทรงกรวยแหลมแล้วปัดไปด้านหลังเล็กน้อย เชื่อว่าน่าจะนำเข้ามาโดยชาวมุสลิม ซึ่งอาจเป็นต้นเค้าที่ทำให้ “ชฎา” และ “มงกุฎ” เปลี่ยนแปลงจากระบบดั้งเดิมในสมัยอยุธยาตอนปลาย (ที่มา : www.konrakmeed.com)

ศิราภรณ์ที่เป็น “มงกุฎ” สมัยอยุธยาตอนปลาย ส่วนรัดเกล้าหรือยอดแหลมสูงติดกันกับส่วนครอบศีรษะเป็นชิ้นเดียวกันซึ่งน่าจะเป็นเค้าที่มาจากลอมพอก (จิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี ศิลปะอยุธยาตอนปลาย หลัง พ.ศ. 2200)

“ชฎา” ที่เริ่มปรากฏในศิลปะอยุธยาตอนปลาย คือศิราภรณ์ทรงยอดแหลมประดิษฐ์จากมุ่นมวยผม ยังสังเกตได้จากการที่มียอดสะบัดปลายไปด้านหลังคล้ายต้นแบบธรรมชาติคือ “ชฎามกุฎ” (จิตรกรรมฝาผนังวัดเกาะ เพชรบุรี ศิลปะอยุธยาตอนปลาย หลัง พ.ศ. 2200)

สมัยรัตนโกสินทร์ มงกุฎถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนกษัตริย์ชัดเจน มีตัวอย่างเช่น “พระมหาพิชัยมงกุฎ” ซึ่งเป็นศิราภรณ์ยอดทรงสูงที่เกิดจากเกี้ยวเป็นวงซ้อนกันขึ้นไป และที่สำคัญคือสร้างติดกันกับส่วนครอบศีรษะตามแบบที่มีมาก่อนแล้วในศิลปะอยุธยาตอนปลาย (พระพุทธรูปประธานในอุโบสถวัดนางนอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3)

(ซ้าย) ตัวนางสวมมงกุฎ (ขวา) ตัวพระสวมชฎา

ขุนนางสยาม ลายเส้นจากหนังสือจดหมายเหตุลา ลูแบร์

ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตสยามจากราชสำนักอยุธยา ไปเจริญทางพระราชไมตรีกับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2229 วาดโดย ชอง ไฮน์เซลมาน (Jean Hainzelman) จิตรกรชาวเยอรมัน ผู้มาพำนักในประเทศฝรั่งเศส (ภาพต้นฉบับเป็นสมบัติของหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)