Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554

 

          รัฐไม่มีประสบการณ์แก้ไขโบราณสถานอยุธยาน้ำท่วมหนักหนาสาหัสมาก่อน โดยเฉพาะบริเวณเกาะเมืองและรอบๆ เลยทำท่าอาการสะเปะสะปะจะส่งผลเสียมหาศาลในอนาคต

          “ประเทศไทยเรายังไม่มีงานวิจัยชี้ชัดโดยตรง ว่าอิฐเก่าเหล่านี้สามารถอยู่กับน้ำได้จริงหรือไม่ แล้วอยู่อย่างไร”

          สุกุมล คุณปลื้ม รมต. กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) บอกสื่อเมื่อคราวลงพื้นที่ตรวจสอบโบราณสถานที่อยุธยา(คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554 หน้า 10) แล้วบอกอีกว่า

          “ความหวังจึงอยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่อาจจะมีเทคนิค เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยเหลือ”

          แต่ “เทคโนโลยี(หรือเทคนิค)อย่างเดียว แก้ปัญหาชีวิตเราไม่ได้” อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ในมติชน(ฉบับวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2554 หน้า 6)

          แล้วอธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากตัวมันเองทำให้เกิดปัญหาใหม่ที่ไม่มีทางออกแล้ว(เช่น ผลกระทบเชิงนิเวศของเทคโนโลยีนานาชนิด) ตัวมันเองยังตอบปัญหาเพียง          ส่วนเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ใช่ส่วนสำคัญสุดของปัญหาก็ได้

          “การแก้ปัญหาใหญ่ขนาดสาธารณภัยที่เราเผชิญมา ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องจัดการในเชิงสังคมด้วย”

          “พลังสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพ คือการประสานงานกันอย่างกลมกลืนระหว่างหน่วยงานต่างๆในภาครัฐ และระหว่างภาครัฐกับภาคสังคม”  อ. นิธิ เขียนบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “แต่นี่คือจุดอ่อนที่สุดในระบบราชการไทยและการเมืองไทย”

          เพราะ—ในแง่โครงสร้างการบริหาร ภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างเป็นจริงเป็นจังนักตลอดมา ยิ่งร่วมมือกับรัฐโดยเท่าเทียมกัน ก็แทบไม่เคยมีประสบการณ์เลย

          กรณีโบราณสถานอยุธยา รัฐยังสะเปะสะปะทั้งทางเทคนิคและทางสังคม

          ดังเห็นจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร บอกสื่อว่าสมัยโบราณน้ำท่วมแหล่งโบราณสถานอยู่แล้ว—อยุธยาอยู่มา 400 ปี น้ำก็ท่วมเกือบทุกปี ทำไมอยู่ได้ แล้วปัจจุบันน้ำท่วมแค่ 2-3 เดือน ทำไมจะอยู่ไม่ได้

          แท้จริงแล้วต้องศึกษาและทำความเข้าใจเชิงวิชาการก่อน ไม่ใช่สรุปแบบกำปั้นทุบดินด้วยสามัญสำนึกจากประสบการณ์ส่วนตัวที่คับแคบ เพราะ

1. ยุคอยุธยายังมีชีวิต บรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายไม่ใช่“โบราณสถาน”เหลือแต่ซากอย่างที่เห็นทุกวันนี้ หากแต่เป็นศาสนสถานหรือราชสถานใช้งานจริง จึงมีโครงสร้างแข็งแรง เช่น มีปูนห่อหุ้ม, มีสีทา, และมีอุปกรณ์อื่นๆพยุงค้ำยันเพิ่มความแข็งแรง

          ขณะเดียวกันก็มีช่างหลวง ช่างชาวบ้านที่เป็นข้าพระกับเลกวัดดูแลแก้ไขปรับปรุงให้คงทนทุกวันทุกเดือนทุกปี

2. น้ำท่วมยุคอยุธยาต่างกันมากกับน้ำท่วมคราวนี้ ตั้งแต่คุณภาพน้ำ, น้ำไม่ขังเพราะท่วมขึ้นๆลงๆตามแรงดึงดูดดวงจันทร์, น้ำไม่เน่า, ฯลฯ

          ที่สำคัญคือไม่เคยพบหลักฐานหรือร่องรอยในตำนานพงศาวดาร ว่าอยุธยาเคยถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่หลวงเหมือนน้ำท่วมนครวัด และเหมือนคราวนี้น้ำท่วมนานนับเดือน

          ฉะนั้น อย่าชักใบให้เรือเสีย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตลกเล่นๆเหมือนที่ทำกันเป็นวัฒนธรรมข้าราชการ

          ขณะที่รัฐต้องรอพึ่งพาอาศัยวิชาความรู้ทางเทคโนโลยีจากนานาชาติ(คือยูเนสโกที่เคยถูกปฏิเสธจากนักวิชาการโบราณคดีบางพวก) เพื่อปฏิสังขรณ์โบราณสถานอยุธยา

          รัฐก็ต้องประสานงานกันอย่างกลมกลืนด้วยระหว่างหน่วยงานต่างๆในภาครัฐ และระหว่างภาครัฐกับภาคสังคมอย่างเท่าเทียม

          ภาคสังคมในที่นี้ไม่ใช่”จิตอาสา”ปีนป่ายเก็บกวาดโบราณสถานอย่างที่ทำๆกัน (เพราะไม่มีแผนงานจะทำอะไรก่อนหลัง) เพื่อขอให้ได้ออกสื่อเท่านั้น

          แต่หมายถึงแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวิชาการน้ำท่วมโบราณสถานครั้งใหญ่หลวงที่ทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อหาลู่ทางป้องกันอย่างถาวรและชั่วคราวในปีต่อไปที่น้ำจะท่วมอีกแน่

          ขณะเดียวกันก็กระตุ้นสำนึกร่วมให้เกิดขึ้นทั่วไปเพื่อแบ่งปันข้อมูลความรู้ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของอุษาคเนย์